
ขายตรงปุ๋ยซึม2ปีติด
กำลังซื้อชาวนาไม่ฟื้นราคาสินค้าเกษตรตกเงินจำนำข้าวไม่ช่วยดันยอดขายโต
กำลังซื้อชาวนาไม่ฟื้นราคาสินค้าเกษตรตกเงินจำนำข้าวไม่ช่วยดันยอดขายโต
ธุรกิจขายตรงปุ๋ยซบ หลังเกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก กำลังซื้อไม่ฟื้น ลุ้นปีหน้าคึกคัก
นายวุฒิพงศ์ วนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเยอรมัน อินเตอร์เทค โปรดักส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแบรนด์วาฬน้ำเงิน เปิดเผยว่า หลังจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อาทิ ข้าว ยางพารา และข้าวโพด รวมทั้งกำลังซื้อชาวนาที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้การสั่งซื้อปุ๋ยเพื่อนำไปเพาะปลูกในฤดูทำเกษตรรอบสองของปี หรือระหว่างเดือน ก.ค.ก.ย. ยอดขายของบริษัทไม่มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ทิศทางตลาดปุ๋ยและผลิตภัณฑ์ทางเกษตรคงอยู่ในภาวะซบเซา ประเมินว่าปีนี้ไทยจะนำเข้าปุ๋ย 4 ล้านตันเท่านั้นใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นช่วง 2 ปี ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยแล้งและฝนตกช้ามาก เกษตรกรส่วนใหญ่ลดพื้นที่การเพาะปลูกลงจากเดิม เนื่องจากเสี่ยงต่อการขาดทุน เมื่อเทียบกับปี 2555 ตัวเลขนำเข้าสูงถึง 6 ล้านตัน อันเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว
“ราคาข้าวตกต่ำมากเหลือแค่ 6,000-7,000 บาท/ตันเท่านั้น เชื่อว่าเกษตรกรคงหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ได้กำไรดีกว่า อาทิ การปลูกอ้อยผสมกับข้าวโพด นับเป็นเวลา 2 ปีแล้ว สำหรับรายได้ขายปุ๋ยของบริษัทที่ไม่มีอัตราเติบโต สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 200 ล้านบาท แตกต่างจากเมื่อปี 2555 รายได้เติบโต 10-15%” นายวุฒิพงศ์ กล่าว
ด้าน นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงปุ๋ยนิว ไลฟ์ กล่าวว่า สภาพตลาดปุ๋ยช่วงฤดูกาลทำเกษตรรอบสองของปีค่อนข้างซบเซาไม่แตกต่างจากรอบแรกช่วงเดือน พ.ค. ขณะที่ยอดขายสินค้าเกษตรนิว ไลฟ์มีร่วม 11 รายการ แทบไม่มีอัตราเติบโต แต่เชื่อว่าแนวโน้มเกษตรกรจะกลับมาเพาะปลูกมากขึ้นในปีหน้าจึงได้ตั้งเป้ารายได้ปุ๋ยเพิ่มจาก 510% เป็น 15-20%
อนึ่ง ก่อนหน้านี้คาดการณ์กันว่า เกษตรกรจะเริ่มมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากการรับเงินจำนำข้าว และนำเงินมาใช้ลงทุนทำเกษตรต่อทำให้ตลาดปุ๋ยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่จากภาระหนี้ของเกษตรกรและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้
สำหรับแผนธุรกิจ บริษัทเดินหน้าจัดตั้งศูนย์ MIDA ให้สิทธิสมาชิกหนึ่งอำเภอต่อหนึ่งคน จากปัจจุบันเปิดศูนย์ที่ จ.อยุธยา จ.สุราษฎร์ธานี จ.อุดรธานี จ. แพร่ เป็นต้น ตั้งเป้าจะเปิดให้ครบ 700 ศูนย์ทั่วประเทศ สำหรับปีหน้าตั้งเป้ารายได้ปุ๋ยเพิ่มจาก 5-10% เป็น 15-20%
ส่วนอาหารเสริมจาก 90-95% เหลือเป็น 80 85% รายได้รวมสิ้นปีวางเป้าหมายแค่รักษายอดเท่ากับปีที่ผ่านมาราว 500 ล้านบาทถือว่าพอใจแล้ว







