
ผลกระทบต่อธุรกิจของ พรบ.ร่วมทุนฯ โมฆะหรือไม่ผูกพัน
.....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
กรณีสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม ผมขอเสนอทางออกดังนี้ดังที่กล่าวมาแล้วสำหรับประเด็นสัญญาสัมปทานนั้นเป็นประเด็นยุ่งยาก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการวินิจฉัยในเรื่องบริษัทสัมปทานถึงผลว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันในการแก้ไขเพิ่มเติม แต่รัฐควรจะต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์สาธารณะ เวลาผ่านมาเกือบ 3 ปี (จากปี 2550) จนถึงปัจจุบันนี้ (ปี 2553) รัฐบาลก็ยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวและวันนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการโดยเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้รับสัมปทานอื่น สืบเนื่องจากกรณีผลของคดีชินคอร์ป หรือคดีจาโก้แล้ว มีคำถามว่าการใช้สิทธิของหน่วยงานของรัฐบาลนี้จะเป็นธรรมหรือไม่ ผมไม่มีคำตอบสำหรับกรณีนี้ แต่ผมเชื่อว่าการดำเนินการฟ้องร้องกับบริษัทสัมปทานโดยอาศัยคำพิพากษาของชินคอร์ปหรือคดีจาโก้ เช่นว่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้รับสัมปทานหลายบริษัทที่เป็นผู้สุจริตและมีผลอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีผลต่อตลาดทุนไทยและยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบกฎหมายไทย เพราะหากมีคดีข้อพิพาทอีกยังต้องใช้เวลาอีกนานในการต่อสู้คดีและจะยังส่งผลให้กิจการโทรคมนาคมในอนาคตเกิดความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนคงต้องบวกความเสี่ยงไปในต้นทุน และผู้บริโภคคงต้องเป็นผู้รับกรรมในการต้องเสียค่าใช้จ่าย
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลลบต่อตลาดทุนไทยและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผมจึงเสนอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป โดยให้พิจารณาดำเนินการดังนี้
(1) สำหรับสัญญาสัมปทานที่ผ่านมาควรดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน สำหรับกรณีสัญญา (แก้ไข) ตามแนวทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยคณะรัฐมนตรีสามารถใช้ดุลพินิจโดยถือประโยชน์สาธารณะและความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะและจะแก้ไขอย่างไรถึงจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่ไม่ใช่การดำเนินการยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจำนวนมากๆ อย่างที่เป็นร่างอยู่ โดยอาจต้องมีการเจรจาหรือแก้ไขให้ชัดเจน เกิดความเท่าเทียมกันทุกบริษัท โดยพิจารณาประกอบกับกฎหมายกิจการโทรคมนาคมใหม่ด้วยและมีผลต่อผู้บริโภค ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะ ทศท. หรือ กสท หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
(2) พิจารณาผลกระทบว่าหากต้องมีการดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้รับสัมปทาน แล้วผู้รับสัมปทานก็ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกลับจากภาครัฐในฐานละเมิดทางปกครองได้เช่นกัน และในที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เอกชนก็คือ รัฐบาล ส่วนจะเป็นจำนวนเท่าใด และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ประชาชนผู้เสียภาษีและรัฐบาลมีทางออกเช่นไรเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน อีกทั้งการใช้เวลาการดำเนินคดีทั้งสองฝ่าย ก็ย่อมมีผลกระทบต่อการพัฒนาปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย
(3) ควรมีแนวทางให้ชัดเจนว่าในอนาคตสำหรับสัญญาด้านกิจการโทรคมนาคมว่ากรณีใดต้องเข้าหรือไม่ต้องเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดปัญหาการตีความและเมื่อมีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานปัจจุบันในอนาคต ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจาก กทช. จะต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนอีกหรือไม่ โดยผมคิดว่าไม่ควรจะมีภาระซ้ำซ้อนต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน เว้นแต่เป็นการใช้ทรัพย์สินของทางราชการและควรแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ให้ชัดเจนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ผมเห็นว่าปัญหาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องควรจะต้องหาทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป เพื่อประโยชน์โดยรวมของภาคธุรกิจโทรคมนาคมไทยและการทำสัญญากับภาครัฐในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและอนาคตเพื่อให้เกิดความมั่นใจของกฎหมายไทยต่อไป







