posttoday
ปรับทัพรับซีแอลเอ็มวีโอกาสโลจิสติกส์ทะยาน

ปรับทัพรับซีแอลเอ็มวีโอกาสโลจิสติกส์ทะยาน

05 กันยายน 2557

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

การค้าและขนส่งผ่านชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยิ่งมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสของธุรกิจไทยในการขยายตลาดยิ่งเติบโตตามไปในสภาวะที่โอกาสกำลังใกล้เข้ามานำไปสู่คำถามว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้มี “ศักยภาพ” ภายใต้การแข่งขันยุคใหม่

สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ บอกว่า หากเปรียบเทียบจีดีพีของไทยกับประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะพบว่า จีดีพีของไทยมีขนาดใหญ่กว่าเวียดนามถึง 3 เท่า ใหญ่กว่าพม่า 10 เท่า ใหญ่กว่ากัมพูชา 30 เท่า และใหญ่กว่าลาวถึง 50 เท่า

“แม้ซีแอลเอ็มวีจะมีประชากรรวมกันถึง 170 ล้านคน หรือมากกว่าไทย 3 เท่า แต่มูลค่าจีดีพียังเป็นเพียงครึ่งเดียวของไทยเท่านั้น”

อย่างไรก็ดี ในอนาคตข้างหน้า ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีจะเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล เนื่องจากมีการปฏิวัติเกิดขึ้น 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.ปฏิวัติโชห่วย ร้านค้าปลีกรายย่อยจะปรับตัวให้น่าสนใจและแข่งขันได้มากขึ้น 2.ปฏิวัติมอเตอร์ไซค์ พม่า ลาว และกัมพูชา มีแนวโน้มจะใช้มอเตอร์ไซค์ในการเดินทางมากขึ้น3.ปฏิวัติเครื่องใช้ไฟฟ้า 4.ปฏิวัติสินค้าอุปโภคบริโภค5.ปฏิวัติภาคการเกษตร

6.ปฏิวัติอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า 7.ปฏิวัติการก่อสร้าง 8.ปฏิวัติภาคเมือง และ 9.ปฏิวัติชายแดน โดยการปฏิวัติด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโชห่วย สินค้าอุปโภคบริโภค จะทำให้มีการขนส่งสินค้าจากไทยไปกลุ่มซีแอลเอ็มวีมากขึ้น การปฏิวัติชายแดนก็จะทำให้ชายแดนกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะต้องเร่งปรับตัวในหลายๆ ด้านเพื่อให้พร้อมต่อการขนส่งสินค้าไปยังซีแอลเอ็มวี

ทั้งนี้ มี 7 ปัจจัยพื้นฐานที่ไทยต้องเร่งพัฒนาให้พร้อม เช่น การคมนาคม การสื่อสาร ทรัพยากรมนุษย์ แต่ที่สำคัญคือเรื่องเทคโนโลยี เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยต่อยอดธุรกิจและอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ขณะที่ อุดร คงคาเขตร ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยที่ดำเนินธุรกิจกับประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีบ้างแล้ว แต่โอกาสและอุปสรรคของแต่ละประเทศก็ยังแตกต่างกันพอสมควร

“เช่น เวียดนาม ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ยังมีอุปสรรคมาก กฎระเบียบเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ค่อนข้างเข้มงวด จดทะเบียนว่าจะทำธุรกิจโลจิสติกส์ประเภทไหน ก็ทำได้แค่นั้น ต่างกับของไทยที่เมื่อจดทะเบียนแล้วสามารถทำธุรกิจโลจิสติกส์ได้ทั้งระบบ”

ในทางตรงกันข้าม บางประเทศที่กฎระเบียบไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น ลาว ก็ไม่ได้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดตลาดที่ใหญ่นัก เนื่องจากมีประชากรจำนวนน้อยกว่าประเทศอื่นในกลุ่มซีแอลเอ็มวี และไม่ได้เป็นเป้าหมายของนักลงทุนธุรกิจต่างๆ

นอกจากอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในบางประเทศแล้ว ผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจโลจิสติกส์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านยังต้องระมัดระวังอีกหลายเรื่อง เช่น พนักงานขับรถ ต้องดูแลไม่ให้ขับรถความเร็วเกินกำหนด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อบุคคล ทรัพย์สิน ซึ่งท้ายที่สุดก็อาจส่งผลกลับมายังชื่อเสียงของบริษัท

ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาของบริษัท คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการความเสี่ยงตลอดทั้งกระบวนการ เช่น วางระบบไอทีป้องกันความเสี่ยง ระบบจะคอยเตือนเมื่อมีพนักงานขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่บริษัทกำหนดหรือขับรถต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก หากพบก็จะโทรไปเตือนให้พนักงานขับรถช้าลงหรือหยุดพักผ่อนก่อนได้ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับผู้ที่สนใจจะขยายธุรกิจโลจิสติกส์ไปอาเซียน ต้องดูหลายปัจจัย ได้แก่ 1.ความสามารถในการทำตลาดและกระจายสินค้า 2.จุดเด่นของตัวเอง 3.บริษัทท้องถิ่นที่จะเข้าไปร่วมมือทำธุรกิจด้วย

“เกณฑ์ที่จะใช้ดูคู่ค้า เรื่องผลประโยชน์และต้นทุนอาจไม่ใช่อันดับแรก แต่ต้องดูความสามารถและวัฒนธรรมองค์กรของเขา ว่าสามารถเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรเราได้หรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดในอนาคต”

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย