
จิตวิญญาณผู้นํา
หากกล่าวถึง “ผู้นำ” ในความเห็นหรือ idol สำหรับแต่ละคนก็คงแตกต่างกัน บางคนชอบผู้นำแบบทหารที่มีวินัย อำนาจ อย่างเช่น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบัน หรือบางคนก็อยากเป็นหรืออยากได้ผู้นำที่เป็นแบบประชาธิปไตย คือ เราสามารถมีปากมีเสียง แสดงความเห็นที่แตกต่างได้ ฯลฯ แต่ผู้นำส่วนใหญ่ที่พบเจอมักเป็น “ผู้นำหัวโขน” เมื่อใดก็ตามที่หัวโขนถูกถอดออก ก็ไม่มีใครสนใจ แล้วอย่างนี้ผู้นำจริงๆ ควรเป็นอย่างไร บังเอิญจริงๆ ผมก็ได้เรื่อง...ผู้นำ 5 ระดับ ในวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตามแนวคิดแบบตะวันออก ซึ่งแบ่งผู้นำเป็น 5 ระดับ ดังนี้
หากกล่าวถึง “ผู้นำ” ในความเห็นหรือ idol สำหรับแต่ละคนก็คงแตกต่างกัน บางคนชอบผู้นำแบบทหารที่มีวินัย อำนาจ อย่างเช่น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบัน หรือบางคนก็อยากเป็นหรืออยากได้ผู้นำที่เป็นแบบประชาธิปไตย คือ เราสามารถมีปากมีเสียง แสดงความเห็นที่แตกต่างได้ ฯลฯ แต่ผู้นำส่วนใหญ่ที่พบเจอมักเป็น “ผู้นำหัวโขน” เมื่อใดก็ตามที่หัวโขนถูกถอดออก ก็ไม่มีใครสนใจ แล้วอย่างนี้ผู้นำจริงๆ ควรเป็นอย่างไร บังเอิญจริงๆ ผมก็ได้เรื่อง...ผู้นำ 5 ระดับ ในวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตามแนวคิดแบบตะวันออก ซึ่งแบ่งผู้นำเป็น 5 ระดับ ดังนี้
1.ระดับล่างสุด คือ ผู้นำที่เฉลียวฉลาด รู้เท่าทันคน มียุทธวิธีและกลยุทธ์ที่แหลมคม มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำที่ลูกทีมมั่นใจว่าจะพาทีมไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่เก่งฉลาด”
2.ระดับที่สอง คือ ผู้นำเก่งฉลาดบวกด้วยประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์การทำงาน เข้าใจลึกซึ้งถึงกาลเทศะ ลำดับความสำคัญ (priority) ผู้นำระดับนี้ก็จะสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่าจะรอบคอบ มีวิธีแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่น ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ลดความเสี่ยงที่จะพาองค์กรไปเจอกับภาวะวิกฤตโดยไม่จำเป็น ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีปัญญา”
3.ระดับที่สาม คือ ผู้นำที่มีปัญญาแล้วยังสามารถเป็นที่พึ่งของลูกน้องได้ มีความเมตตากรุณาที่ใครเดือดร้อนก็จะมาพึ่งพาขอความช่วยเหลือลูกทีมที่อยู่ร่วมกันก็จะมีความรู้สึกผูกพัน อบอุ่น มั่นคง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีน้ำใจ”
4.ระดับที่สี่ คือ ผู้นำที่เปิดทางสนับสนุนให้ลูกทีมได้ประสบความสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นจะเคารพนับถือผู้นำชนิดนี้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาได้มาจากผู้นำคนนี้ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่สร้างคน”
5.ระดับสูงสุด คือผู้นำที่ไม่ได้อยากเป็นผู้นำ แต่เป็นคนที่มีความสามารถนำพาองค์กรทั้งทีมฝ่าฟันผ่านพ้นวิกฤตไปได้ โดยไม่มีกิเลสตัณหาคิดจะเป็นใหญ่ จึงทำทุกอย่างโดยไม่มีอะไรแอบแฝง โปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกด้าน ดังเช่นปูชนียบุคคลในประวัติศาสตร์ อย่างเช่น คานธี ฯลฯ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่”
อ่านแล้วก็คิดเหมือนกันว่าในเมืองไทยเรา นอกจากในหลวงแล้ว เราจะมี “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” หรือไม่ จนเมื่อผมได้เข้าร่วมเวทีเสวนาผู้นำแห่งอนาคต ครั้งที่ 2 เรื่อง “จิตวิญญาณผู้นำ : ก้าวใหม่ประเทศไทย” จัดโดย โครงการผู้นำแห่งอนาคต ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยในงานดังกล่าวมีวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด มากมาย อาทิ ผศ.ดร.รัตติกรณ์ จงวิศาล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ศิวโรจน์ จิตนิยม ผู้นำชุมชนพอเพียงหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี คุณพรรณิภา โสติถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม คุณนพดล ปัญญา วุฒิไกร ผู้ดูแลโครงการสอนนักเรียนตาบอดถ่ายภาพ
ตอนแรกที่ผมสมัครเข้าเสวนาครั้งนี้ ก็คาดหวังว่าจะได้รับแนวคิด กลยุทธ์การเป็นผู้นำที่ดีที่สามารถนำมาใช้กับองค์กรได้ สิ่งที่ผมได้รับจริงกลับยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะจากประสบการณ์ของวิทยากรแต่ละท่านที่แชร์กันมา ทำให้ผมเข้าใจถึงคำว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ผู้นำระดับ 5 อย่างที่กล่าว แต่เป็นผู้นำที่เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อความสุขของส่วนรวม เป็นผู้นำที่ไร้ตัวตน คือ สร้างให้ผู้อื่นเป็นผู้นำทั้งการเป็นผู้นำในชีวิตตนเองและสังคมที่ตนเองอยู่ โดยไม่สนใจว่าสังคมจะรู้หรือไม่ หลายท่านอ่านแล้วคงงง ว่าสิ่งที่ผมพูดคืออะไร ผมขอยกตัวอย่าง โครงการสอนนักเรียนตาบอดถ่ายภาพ ที่คุณนพดลถ่ายทอดในวันนั้นดีกว่า
โครงการสอนนักเรียนตาบอดถ่ายภาพเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของ อาจารย์ธวัช มะลิลา ที่ปรารถนาจะเห็นการสอนให้กับผู้พิการทางสายตาถ่ายภาพได้ เป็นการแบ่งปันความสุขที่จะสร้างความภาคภูมิใจ การเห็นคุณค่าของตนเอง และเป็นการเปิดโอกาสที่จะให้ผู้พิการทางสายตา ใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับสังคม เพียงแค่เริ่มต้นก็มีผู้ที่ไม่เห็นประโยชน์แย้งมากมาย อาทิ “สอนคนตาบอดถ่ายภาพทำไม ยังไงก็มองไม่เห็น สุดท้ายก็ต้องไปขายหวยอยู่ดี” แต่ด้วยจิตใจที่มีแต่ให้ เมตตาและห่วงใยของคนกลุ่มหนึ่งต่อผู้อื่นๆ ในสังคม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ยอมเลิกล้มอุดมการณ์ ดังคำพูดของคุณนพดลที่ถ่ายทอดในวันนั้น “ในสังคมที่มีโอกาสอยู่มากมาย ที่ทุกคนจะได้ไขว่คว้า ได้รับประโยชน์และแสวงหานั้น อย่าได้ปล่อยให้ผู้ด้อยโอกาสต้องกลายเป็นผู้ไร้โอกาส เพราะผู้ด้อยโอกาสใช่ว่าต้องไร้โอกาส” แค่ประโยค “อย่าได้ปล่อยให้ผู้ด้อยโอกาสต้องกลายเป็นผู้ไร้โอกาส เพราะผู้ด้อยโอกาสใช่ว่าต้องไร้โอกาส” ประโยคเดียวก็พอ ทุกคนในห้องเสวนาก็ซาบซึ้งและเข้าใจในจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ของโครงการนี้
ผลลัพธ์ที่ได้นอกเหนือจากประโยชน์ที่นักเรียนผู้พิการทางสายตาดังกล่าวจะได้รับ ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน “ผู้เข้าสอนเองก็เช่นกัน เราต่างเป็นผู้ให้และก็เป็นผู้รับ เราให้ความสุข ความรู้ และสร้างความภาคภูมิใจกับเด็กๆ เหล่านี้ แต่เราก็เป็นผู้รับกลับเช่นกัน เพราะเมื่อเราเห็นเด็กๆ มีความสุข เราก็ล้วนภาคภูมิใจ มีความสุขไปด้วยเราต่างเติมเต็มซึ่งกันและกัน”
เพียงตัวอย่างหนึ่งจากงานเสวนาเพียง 3 ชั่วโมงในวันนั้น ได้สอนให้ผมได้เรียนรู้แนวคิดการเป็นผู้นำที่แท้จริงมากกว่าหลายๆ หลักสูตรแพงๆ ที่ฝรั่งสอนกันมากมาย ว่า “ผู้นำที่แท้จริง คือ ผู้นำที่สร้างผู้อื่นให้เป็นผู้นำ ทั้งชีวิตตนเองและสังคม”







