posttoday
ธุรกิจการแพทย์ดีหรือไม่ ตอนที่ 4

ธุรกิจการแพทย์ดีหรือไม่ ตอนที่ 4

03 กันยายน 2557

สัปดาห์นี้เรามาต่อกันที่เรื่องธุรกิจ Health Care ที่ค้างไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สำหรับท่านที่พลาดตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 3 ท่านสามารถอ่านได้จากบล็อกของผมที่ http://kitichai1.blogspot.com เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหาธุรกิจ Health Care จัดแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

สัปดาห์นี้เรามาต่อกันที่เรื่องธุรกิจ Health Care ที่ค้างไว้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สำหรับท่านที่พลาดตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 3 ท่านสามารถอ่านได้จากบล็อกของผมที่ http://kitichai1.blogspot.com เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหาธุรกิจ Health Care จัดแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้

1) Pharma เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค ซึ่งรวมทั้งอาหารเสริมที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมทานกันเพื่อสุขภาพ และเพื่อลดโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล ลองดูตัวอย่างยารักษาโรคต่างๆ ช่วงที่มีการออกยาตัวใหม่ๆ มา ราคาจะแพงมาก เม็ดหนึ่งอาจจะตกถึง 200-300 บาท เนื่องจากได้จดลิขสิทธิ์ไว้ พอลิขสิทธิ์หมดอายุ บริษัทยาอื่นๆ สามารถผลิตได้ ราคาบางครั้งเหลือเม็ดละไม่ถึง 1 บาท Margin มหาศาลเพียงไหน ถึงแม้พอจะเข้าใจได้ ค่าใช้จ่ายในการทำ Lab วิจัยเพื่อค้นคว้าผลิตยาเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ จะมีมากก็จริง แต่กำไรก็ยังมหาศาลอยู่ดี ลองดูจากงบการเงินของบริษัทยาข้ามชาติใหญ่ๆ ดูสิครับ

2) Biotech เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีทางชีวภาพ พัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ ช่วยลดการติดเชื้อของโรคต่างๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ หรือการค้นพบวิธีการผลิตและใช้ Stem Cell เพื่อบำบัดโรคหรืออาการผิดปกติต่างๆ ทางร่างกาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน

3) Health Care Equipment อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมทั้งใช้เพื่อการเสริมสวย ซึ่งแต่ละเครื่องมีตั้งแต่หลักหมื่นจนเป็นหลักสิบๆ ล้านเลยทีเดียว ปัจจุบันนี้สถานพยาบาลคลินิก (ทั้งคลินิกรักษาผู้ป่วยและคลินิกเสริมสวย) ด้วยความที่ Urbanization เป็นโลกานุวัตร ทำให้เราเห็นสถานพยาบาลเหล่านี้ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อรองรับความต้องการของประชากรที่มีรายได้สูงขึ้น ความสามารถและความต้องการเข้าถึงสถานพยาบาลดีๆ ก็มีมากขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ก็มากตามไปด้วย

4) Health Care Services ก็คือ สถานพยาบาลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคลินิก โรงพยาบาล ฯลฯ เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะว่าไม่มีลูกค้า (คนไข้) กล้าต่อราคา ทั้งๆ ที่ค่าบริการและค่ายาที่โรงพยาบาลเอกชนจะคิดราคาสูงลิบลิ่ว ค่ายาที่คุณหมอจ่ายคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของราคาตามร้านขายยาทั่วไป แต่ผู้ป่วยก็ต้องยอมจ่ายอยู่ดี

ผมเองยังสงสัยอยู่เลยว่า ทำไมกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ทำไมเข้ามาดูแลตรงจุดนี้ ค่า Doctor fee หรือค่าบริการอื่นๆ จะคิดแพงก็พอทำใจได้ แต่ค่ายาที่ชาร์จแพงเป็น 23 เท่า อันนี้ไม่ยุติธรรมกับผู้ป่วย การคิดราคาที่แพงกว่าร้านขายยาสัก 50% ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เราจึงเห็นกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนชื่นชอบกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ดูจาก P/E กลุ่มโรงพยาบาลบ้านเราส่วนใหญ่จะซื้อขายกันที่ P/E > 30 เท่า

ทั้งนี้ เนื่องจาก CAGR (Compound Average Growth Rate) ย้อนหลังหลายปีของหุ้นในกลุ่มนี้ หลายๆ ตัวอยู่ที่ประมาณ 30% บวกลบคิดเป็น PEG > 1 เท่า ซึ่งธุรกิจนี้ในหลายๆ ประเทศก็ซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ เช่นกัน ถ้าเราดู P/E Band ของ Forward P/E S&P ในธุรกิจ Health Care Services จะซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 823 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ช่วงปี 2008 ที่เกิด Hamburger Crisis กลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เพียง 8 เท่า เท่านั้น)

ปัจจุบันกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 1617 เท่า สาเหตุที่ P/E ต่ำกว่ากลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา เพราะว่าอัตราการเจริญเติบโตของรายได้และกำไรต่ำกว่าของบ้านเรา ที่น่าสนใจก็คือ เรามีกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน Asia Pacific เลยทีเดียว คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) เป็นรองก็แต่เพียงกลุ่ม IHH ของมาเลเซียเท่านั้น และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ก็เป็นโรงพยาบาลไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทั้งยังเคยออกทางช่อง CNN เสียด้วย สัปดาห์นี้เรามาต่อกันที่กลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา ว่าจะมีแนวโน้มดีต่อเนื่องหรือไม่กันครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ