
5 ปัจจัยองค์กรต้องรู้รับคนอาเซียนยุค"ดิจิทัล"
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปัญหาหลักของอาเซียนหลังปี 2563 คือหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าปัญหาหลักของอาเซียนหลังปี 2563 คือหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย เข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว แต่หากมองถึงภาพรวมสถานการณ์ในอาเซียน การปรับตัวรับมือสังคมผู้สูงอายุ ยังอาจไม่เร่งด่วนเท่าการปรับตัวรองรับ “คนยุคดิจิทัล”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Euromonitor International โดยบริษัท เอคเซนเชอร์ พบว่า อาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่มีอัตราส่วนประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 1564 ปี เพิ่มขึ้นระหว่างปี 25532563 มากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน 14.4% ขณะที่ประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างจีนและสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% และ 2.4% เท่านั้น
นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย บอกว่า 14.4% ดังกล่าว หรือราว 50 ล้านคน สะท้อนว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีประชากร “Digital Native” เพิ่มขึ้นจำนวนมาก
“คนบางคนเกิดมาพร้อมกับภาษาของตัวเอง คือเป็น Native Speaker เขาก็จะชำนาญภาษาที่เขาใช้มาก เช่นเดียวกันคนอาเซียนยุคใหม่คือคนที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี สื่อดิจิทัล เขาก็จะเป็นคนที่ชำนาญการใช้เทคโนโลยีมาก ปรับตัวกับสื่อเหล่านี้ได้ไว และอาจมีวิธีคิดที่ต่างออกไป”
นนทวัฒน์ เสริมว่า ความเป็น Digital Native นี้เอง จะทำให้บทบาทของเทคโนโลยีในองค์กรต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันงานวิจัยของเอคเซนเชอร์ยังพบด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงถึง 5 ประการ เกิดขึ้นกับการทำงานในอาเซียน
1.บุคลากรหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ความหลากหลายของช่วงวัย ภายในปี 2563 ประชากรวัยทำงานส่วนใหญ่จะมีอายุ 2039 ปี ขณะที่ประชากรอีกกลุ่มหนึ่งล่วงเลยสู่ช่วงเกษียณอายุ แต่อาจต้องกลับเข้ามาช่วยเหลือองค์กรต่อ นอกจากนี้จะมีผู้หญิงเข้าทำงานมากขึ้น โดยบริษัท ทาเลนต์ คอร์ป ของมาเลเซีย ซึ่งจัดตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการฝึกอบรมเพื่อจูงใจให้องค์กรจ้างผู้หญิงเข้าทำงาน
2.บุคลากรเก่งทักษะอ่อน (Soft Skills) เนื่องด้วยความเป็น Digital Native ทำให้คนยุคใหม่ใช้เทคโนโลยีคล่อง นำมาประมวลผลเป็นข้อมูล ปรับใช้กับงานขององค์กรได้ดี นอกจากนี้ยังนำทักษะด้านอื่นๆ ไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ได้
3.บุคลากรต้องการความยืดหยุ่น เหตุผลของการทำงานในอดีตคือเงินและตำแหน่ง ขณะที่ปัจจุบันไม่ใช่ พนักงานบางคนขอเพียงประสบความสำเร็จหรือพิสูจน์ตัวเองผ่านเป้าหมายบางอย่างได้เท่านั้น พนักงานในอนาคตจึงต้องการตัวเลือกและความยืดหยุ่น ไม่ใช่งานหรือสวัสดิการที่เหมารวมใช้กับทุกคน แต่เป็นแบบที่เหมาะกับเขาจริงๆ โดยปัจจุบันเริ่มมีบริษัทข้ามชาติบางองค์กรในอาเซียน ให้พนักงานปฏิบัติงานด้วยการสื่อสารทางไกลแล้ว
4.โครงสร้างองค์กรเป็นลำดับชั้นน้อยลง พนักงานต้องการทำงานที่ท้าทายและแปลกใหม่อยู่เสมอ จากเดิมที่ต้องรอเติบโตในสายงานเดิมก็อาจต้องการไปเติบโตในสายงานอื่นมากขึ้น องค์กรอาจให้งานทำในลักษณะเป็นโปรเจกต์ เมื่อจบงานก็โยกคนไปตำแหน่งใหม่ การทำงานจึงไม่ใช่จากบนลงล่าง แต่กลายเป็นการทำงานร่วมกันใน “แนวราบ” เน้นการประสานและบูรณาการทรัพยากรต่างๆ ระหว่างกัน
5.องค์กรจ้างพนักงานภายนอกมากขึ้น องค์กรทั่วทั้งอาเซียนจะใช้ประโยชน์จากพนักงานฟรีแลนซ์มากขึ้น โดยปัจจุบัน 2 ใน 3 ของพนักงานในสิงคโปร์ก็กลายเป็นพนักงานฟรีแลนซ์แล้ว ขณะที่การขอความคิดเห็นคนในหน่วยงานอาจไม่ได้อยู่แค่ในกรอบเดิม เช่น ร้านกาแฟรายหนึ่งให้พนักงานสาขาต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมคิดสูตรกาแฟรสชาติใหม่ แทนที่จะให้ฝ่ายการตลาดของส่วนกลางทำเอง
จากความเปลี่ยนแปลง 5 ประการข้างต้น ทำให้อาเซียนเผชิญปัญหาองค์กรพัฒนาด้านเทคโนโลยีของตัวเองไม่ทันทักษะของบุคลากร ความทันสมัยของเทคโนโลยี และวิถีการทำงานใหม่ๆ ผู้บริหารองค์กรต้องปรับตัวนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารงานเพื่อรับแนวโน้มดังกล่าวมากขึ้น ที่สำคัญต้องปรับกรอบความคิดของตัวเองให้ทันความหลากหลายและความเปลี่ยนแปลง
“ปัญหาบุคลากรในยุคอาเซียน ไม่ใช่แค่แย่งชิงคนที่มีความสามารถ แต่ต้องรู้จักสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนด้วย”







