posttoday
อนาคต...ยางพารา

อนาคต...ยางพารา

01 กันยายน 2557

ปัญหายางพาราตกต่ำมาพร้อมกับการเข้ามาในช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลใหม่ โดยราคายางพาราในสัปดาห์ที่แล้วตกลงอย่างฮวบฮาบ ราคาน้ำยางอยู่ที่ประมาณ 5051 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางแผ่นชั้น 3 อยู่ที่ราคาประมาณ 5354 บาท และยางรมควัน (RSS3) อยู่ที่ประมาณ 56 บาท บางพื้นที่อาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าเล็กน้อยเทียบกับในช่วงต้นเดือน ก.ค. ราคายางรมควันอยู่ที่ประมาณ 61.99 บาท ช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือนราคาลดลงเกือบ 6 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นร้อยละ 10.7 ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข เพราะราคาระดับนี้ต่ำกว่าต้นทุนทั้งค่าดูแล ค่าปุ๋ย ค่าแบ่งผลประโยชน์กับคนกรีดยางตกเข้าไป 60 บาทต่อกิโลกรัม หรือมากกว่านี้ ที่ผ่านมาในอดีตเกษตรกรชาวสวนยางไม่ค่อยมีปัญหา เป็นกลุ่มที่เลี้ยงตนเองได้และแทบไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเหมือนเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ

ปัญหายางพาราตกต่ำมาพร้อมกับการเข้ามาในช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลใหม่ โดยราคายางพาราในสัปดาห์ที่แล้วตกลงอย่างฮวบฮาบ ราคาน้ำยางอยู่ที่ประมาณ 5051 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ยางแผ่นชั้น 3 อยู่ที่ราคาประมาณ 5354 บาท และยางรมควัน (RSS3) อยู่ที่ประมาณ 56 บาท บางพื้นที่อาจต่ำกว่าหรือสูงกว่าเล็กน้อยเทียบกับในช่วงต้นเดือน ก.ค. ราคายางรมควันอยู่ที่ประมาณ 61.99 บาท ช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือนราคาลดลงเกือบ 6 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นร้อยละ 10.7 ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข เพราะราคาระดับนี้ต่ำกว่าต้นทุนทั้งค่าดูแล ค่าปุ๋ย ค่าแบ่งผลประโยชน์กับคนกรีดยางตกเข้าไป 60 บาทต่อกิโลกรัม หรือมากกว่านี้ ที่ผ่านมาในอดีตเกษตรกรชาวสวนยางไม่ค่อยมีปัญหา เป็นกลุ่มที่เลี้ยงตนเองได้และแทบไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเหมือนเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ

อันที่จริงราคายางตกต่ำมาโดยลำดับตั้งแต่ปี 2555 การแก้ปัญหาต้องแก้ที่โครงสร้าง ได้แก่ ปัญหาด้านอุปทานมากกว่าความต้องการ ซึ่งจะต้องมีโครงการลดพื้นที่ปลูกยางนัยว่ามีถึง 63 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านมีการปลูกยางแข่งกับไทย เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ ซึ่งมีผลผลิตออกมาจำนวนมากและในอนาคตผลผลิตจะเพิ่มขึ้น อีกทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงต้นทุนของไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเกิดใหม่ได้ ในอนาคตอันใกล้ปัญหาราคายางจะยิ่งทวีความรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ไทยส่งออกยางปีละประมาณ 3.665 ล้านตันต่อปี เป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 85 ของผลผลิตยางทั้งหมด ยางพาราเป็นพืชเกษตรที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ การส่งออกจึงขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากตัวเลขการส่งออกยางพาราส่งออกติดลบมาตั้งแต่ปี 2555 โดยปีนั้นติดลบสูงถึงร้อยละ 31.12 ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2557 ติดลบร้อยละ 20.9 อีกทั้งยางพารากลายเป็นสินค้าเกษตรล่วงหน้า (Community) มีการเก็งกำไรและซื้อขายผ่านนายหน้าในตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ เช่น ตลาด TOCOM ในญี่ปุ่น ตลาดยางที่เซี่ยงไฮ้และสิงคโปร์ จึงทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ ในโครงสร้างการส่งออกยางเกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณร้อยละ 46 ส่งออกให้กับประเทศจีนเพียงประเทศเดียว ซึ่งทำให้ผู้ซื้อสามารถควบคุมราคา อีกทั้งรัฐวิสาหกิจของจีนขนาดใหญ่ยังเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตยางแผ่นและยางแท่งในประเทศไทยทั้งในภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อของจีนสามารถควบคุมราคาไปถึงต้นน้ำคือชาวสวนยาง

ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาราคายางอย่างยั่งยืนจะต้องลดสัดส่วนการส่งออกและหรือกระจายตลาดอย่าให้กระจุกตัวเพียงประเทศเดียว อีกทั้งจะต้องมียุทธศาสตร์ในการแปรรูปจากวัตถุดิบที่ส่งออกเป็นยางแผ่นหรือยางแท่งให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ

ที่ผ่านมารัฐบาลมียุทธศาสตร์ในการแปรรูปยางแต่ขาดความต่อเนื่องของการขับเคลื่อนหลายโครงการชื่อออกมาดูดี เช่น Rubber City หรือศูนย์แปรรูปยางพาราครบวงจรแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนเพราะเป้าหมายขาดความชัดเจนในด้านอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรมีการจัดทำรายงานการศึกษาและวิจัยในเรื่องนี้อย่างมากมาย เช่น ทำแผ่นยางทางเดิน แผ่นปูพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น หรือผลิตถังขยะ ฯลฯ แต่ก็ไม่สามารถตอบคำถามที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์ซึ่งจะต้องมีการแข่งขันด้านราคาว่าจะทำได้อย่างไร นอกจากนี้แนวคิดในการนำยางพารา 5 % มาผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนนซึ่งงานวิจัยบอกว่าดีกว่าและทนกว่า แต่กระทรวงคมนาคมก็บอกปัดว่าต้นทุนสูงและยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการใช้งานจริง ทั้งนี้ยุทธศาสตร์แปรรูปเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ยางต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนไม่ใช่เป็นแค่การพูดในเวทีเสวนาต่างๆเท่านั้น

ปัญหาการแก้ราคายางตกต่ำเป็นปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้างเหมือนกับพืชเกษตรหลายรายการ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ เพราะตลาดพึ่งพาการส่งออก อีกทั้งราคากำหนดไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด นอกจากนี้เกษตรกรไทยขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งต้นทุนการผลิต เช่น ค่าแรงสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 23 เท่า ปัญหาการพัฒนาพันธุ์พืช ปัญหาขาดน้ำ และผลิตผลต่อไร่ต่ำ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองจำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐและการเมืองมาคอยโอบอุ้ม ดังนั้นปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ราคายางพาราตกต่ำคงต้องเร่งแก้เพื่อลดความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเพราะเป็นเรื่องของปากและท้อง แต่ระยะยาวหากไม่ผ่าตัดเชิงโครงสร้างของการผลิตและตลาดก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้ จะอุ้มท้องอุ้มบุญกันได้นานขนาดไหน...จริงไหมครับ!!

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ