
ชอบจำนำมากกว่า
ใกล้เข้ามาทุกทีกับช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ปีการผลิต 2557/2558 ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.หรืออีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เร่งมือทำงาน โดยเฉพาะเดินหน้ามาตรการที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกเป็น 8,500-9,000 บาท/ตัน
ใกล้เข้ามาทุกทีกับช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ปีการผลิต 2557/2558 ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.หรืออีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เร่งมือทำงาน โดยเฉพาะเดินหน้ามาตรการที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกเป็น 8,500-9,000 บาท/ตัน
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์เปิดรับสมัครโรงสีข้าวเข้าโครงการรับซื้อข้าวเปลือกฤดูกาล 2557/2558 ในราคานำตลาด 100-200 บาท/ตัน แลกกับการที่ภาครัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้โรงสีสำหรับเป็นทุนรับซื้อข้าวในอัตรา 3% และให้โรงสีเก็บข้าวไว้ 3 เดือน
แต่ปรากฏว่าการเปิดรับสมัครตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.จนถึงขณะนี้ มีโรงสีเข้าร่วมโครงการน้อยมาก และคิดเป็นปริมาณข้าวที่คาดว่าจะมีการซื้อนำตลาดเพียง 2.8 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกทั้งฤดูกาล 28 ล้านตัน แต่ต้องติดตามดูต่อว่าจะมีโรงสีเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก่อนจะสิ้นสุดการรับสมัครวันที่ 30 ก.ย.นี้
แหล่งข่าวระบุว่า หากโรงสีไม่ให้ความร่วมมือในการผลักดันราคาข้าวเปลือก ก็จะเป็นเรื่องยากที่ราคาข้าวเปลือกจะเป็นไปตามเป้า แต่ก็ต้องเห็นใจโรงสี เพราะการให้โรงสีเก็บข้าวไว้ 3 เดือน ทำให้โรงสีมีความเสี่ยงขาดทุนจากความผันผวนของราคาข้าวในตลาด
เมื่อย้อนกลับไปดูผลการศึกษา เรื่อง “การคอร์รัปชั่นกรณีการศึกษา : โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด” ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ที่จัดทำขึ้นก่อนหน้านี้ พบข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ
จากการที่คณะวิจัยลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกบรรดาโรงสีในโครงการ 3-5 แห่ง และนอกโครงการ 3-4 แห่ง เทียบกับสัมภาษณ์กลุ่มอื่นๆ เช่น ชาวนา เจ้าของโกดัง และเซอร์เวเยอร์ พบว่า โรงสีชอบโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดมากกว่าตัวอย่างกลุ่มใด
ไม่เว้นแม้แต่ตัวชาวนาที่พึงพอใจโครงการรับจำนำข้าวน้อยกว่าโรงสีเสียอีก และโรงสียังเป็นกลุ่มที่รับรู้ว่ามีการทุจริตในโครงการมากที่สุด คือให้คะแนนทุจริต 4.1 คะแนน จากเต็ม 5 คะแนน







