
รับเหมารายใหญ่ดี๊ด๊า...งานใหญ่เข้า
ผลจากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยแรกและมีลำดับการลงทุนที่ชัดเจน โดยรายละเอียดมีแสดงให้เห็นในงบลงทุน 2.4 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2558-2565
ผลจากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยแรกและมีลำดับการลงทุนที่ชัดเจน โดยรายละเอียดมีแสดงให้เห็นในงบลงทุน 2.4 ล้านล้านบาท ระหว่างปี 2558-2565
นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่มีความชัดเจนเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย และจากการที่มีผู้รับเหมาก่อสร้างที่ได้รับการยอมรับเพียงเล็กน้อยต่อโครงการขนาดใหญ่
แต่มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตแนะนำให้ซื้อเพราะราคายังสมเหตุสมผล คือ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และเชื่อว่าบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ปลอดภัย
ภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ STEC กล่าวว่า แนวโน้มผลดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีโอกาสได้รับงานใหม่เข้ามาเติมงานในมือเพิ่มมากขึ้น จากครึ่งปีแรกงานในมือลดลงมาเหลือประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท หลังจากรับรู้เป็นรายได้ในครึ่งปีแรกไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับงานที่คาดว่าจะได้รับเข้ามามีทั้งในส่วนของงานภาคเอกชนที่มีทั้งอยู่ในช่วงการเจรจาต่อรองและการเสนอราคาอยู่อีกหลายโครงการ มูลค่า 2-3 หมื่นล้านบาท คาดว่ามีโอกาสสูงที่จะได้งาน
นอกจากนี้ ภาครัฐ เช่น งานรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือที่รอกำหนดวันยื่นราคา รวมๆ กันอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่กำลังเตรียมการเสนอราคา
“STEC ยังคงเน้นรับงานที่มีคุณภาพเข้ามาเติมงานในมือที่มีอยู่ ซึ่งเป็นงานที่มีคุณภาพเพื่อที่จะให้ได้อัตรากำไรสุทธิเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทคาดหวังไว้ว่าจะต้องอยู่ในระดับ 89%” กรรมการผู้จัดการ กล่าว
ในงวดไตรมาส 3 นี้ บริษัทชนะการประมูลมาแล้ว 1 งาน คืองานของทางหลวงชนบท มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และกำลังเข้าประมูลงานกรมทางหลวงที่ช่วงนี้มีงานประมูลของผู้รับเหมาชั้นพิเศษออกมาแล้ว ทั้งนี้คาดว่าน่าจะมีการชนะการประมูลบ้าง 12 โครงการ ถ้าเทียบตามสถิติการชนะการประมูล งานกรมทางหลวงโครงการหนึ่งก็จะประมาน 1,000 ล้านบาท
ด้าน ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง (CK) กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลงาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถประมูลงานใหม่ได้ 2025% ของงานทั้งหมด และตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ในระดับ 4 หมื่นล้านบาท ในปี 2559
สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2557 บริษัทมีรายได้รวม 1.8 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 677 ล้านบาท คาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีรายได้กว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 810% เนื่องจากในไตรมาส 3 ปีนี้จะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) อีกกว่า 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือมูลค่ากว่า 1.01 แสนล้านบาท ซึ่งงานเหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างต่อเนื่องอีก 34 ปีข้างหน้า
“ในครึ่งปีหลังผลประกอบการจะดีขึ้น เพราะปัจจัยลบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงานที่เกรงว่าจะขาดแคลน และวัสดุก่อสร้างที่คาดว่าจะปรับราคาไม่ได้เกิดขึ้น ทำให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้ตามแผน”
ทั้งนี้ คาดว่าสิ้นปีนี้จะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิ (มาร์จิ้น) ไว้ได้ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 10%
ปลิว กล่าวว่า งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ล้วนเป็นไปตามแผน เช่น งานก่อสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน คืบหน้า 57.8% งานก่อสร้างสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว คืบหน้า 43.8% งานก่อสร้างทางด่วนศรีรัชวงแหวน คืบหน้า 18.1% โครงการผลิตไฟฟ้าฝายไซยะบุรีในลาว คืบหน้า 39% รวมถึงงานจัดซื้อระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งจะเริ่มผลิตขบวนรถในประเทศญี่ปุ่นปลายปีนี้ และจะส่งมอบถึงไทยในปลายปี 2558 เพื่อติดตั้งและทดสอบระบบ
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมลงนามในสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเฟส 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ในเดือน ต.ค.นี้ และบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาก่อสร้างขยายกำลังการผลิตน้ำประปาให้แก่บริษัท น้ำประปาไทย (TTW) มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท
รวมทั้งโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำบากที่ลาว มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท และอยู่ระหว่างศึกษางานในพม่า
ปลิว กล่าวว่า สำหรับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้นควรมีนโยบายการบริหารงานที่มีความต่อเนื่อง อย่างเช่นการก่อสร้างรถไฟฟ้า เมื่อประมูลงานโครงสร้างแล้ว จะต้องประมูลงานระบบ และประมูลตัวรถไปพร้อมกันในทันที เพื่อให้เมื่อก่อสร้างจะได้มีรถมาเปิดให้บริการได้ทันที ไม่เช่นนั้นจะเสียประโยชน์เปล่า เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง เมื่องานโครงสร้างรางเสร็จแต่ไม่มีรถไฟฟ้ามาวิ่ง จึงต้องมีรถไฟดีเซลมาวิ่งแทน
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ให้ความเห็นว่า อัตราหนี้สินต่อทุนที่สูงกำลังลดลง ทำให้ CK มีความสามารถที่จะรับงานเพิ่ม เช่นเดียวกับบริษัทร่วมที่ประกอบธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมีการปันผลกลับมาที่ CK มากขึ้น
“เราปรับกำไรเพิ่มขึ้น 2-18% ในปี 2557-2559 และราคาพื้นฐานเป็น 31 บาท จาก 26 บาท และคาดว่าราคา CK ซื้อขายที่ส่วนลดกว่า 20 จากมูลค่าบริษัทในเครือ ดังนั้นจึงแนะนำให้ “ซื้อ” และปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 31 บาท
กำไรของ CK มีการปรับตัวดีขึ้นมากตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา และมีความเห็นว่ากำไรในอนาคตจะถูกผลักดันจาก
ประการแรก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ คสช.
ประการที่สอง ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของบริษัทร่วม
นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ปรับคาดการณ์กำไร 218% ในปี 25572559 จากการที่คาดว่า บริษัทร่วมของ CK จะรายงานขาดทุนน้อยลงเหลือ 181 ล้านบาท (จาก 310 ล้านบาท) ในปี 2557 และ 228 ล้านบาท (จาก 317 ล้านบาท) ในปี 2558 โดยในช่วงครึ่งแรกปีนี้ CK รายงานขาดทุนจากบริษัทร่วมเพียง 89 ล้านบาท มีการปรับราคาพื้นฐานขึ้น 31 บาท จาก 26 บาท เนื่องจากให้มูลค่าเพิ่มต่อบริษัทร่วมมากขึ้น คือ Bangkok Metro BMCL ราคาที่เหมาะสม 1.65 บาท สู่ระดับ 1.3 บาท/หุ้น (จาก 0.70 บาท) และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ราคาที่เหมาะสม 15.60 บาท สู่ระดับ 17.3 บาท (จาก 16 บาท) และยังคงแนะนำ “ซื้อ”
บล.ธนชาต คาดว่า CK เป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างที่ผ่านเกณฑ์การประมูลงานใหญ่ได้ ซึ่งจะได้รับประโยชน์มากจากการลงทุนมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทยังมีโครงการลงทุนด้วยในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศลาว โดยประเทศเหล่านั้นมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเช่นกันก่อนการมีประชาคมอาเซียน ซึ่งกว่า 50% ของงานในมือของ CK มาจากโครงการเขื่อนพลังน้ำในประเทศลาว
บริษัทคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะกังวลต่อความเสี่ยงที่ต้นทุนจะออกมาสูงกว่าที่บริษัทคาดในโครงการต่างประเทศ
แต่ CK ก็มีประสบการณ์การลงทุนก่อสร้างในลาวมากว่า 10 ปีแล้ว และเหมือนกับว่ามีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ยืนอยู่ที่ระดับ 10% ได้หนี้ที่อยู่ในระดับสูงจึงมีความกังวลน้อยลง
บล.ธนชาต มีความกังวลน้อยลงต่อความเสี่ยงการเงินของ CK จากการปรับโครงสร้างในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนลดจาก 2.8 เท่า ในปี 2555 เหลือ 1.9 เท่า ในไตรมาส 2 ปี 2557 ยิ่งไปกว่านั้น ณ วันที่ 27 ส.ค.มูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียน 4 บริษัท ที่ CK มีการลงทุนคือ 2.96 หมื่นล้านบาท เปรียบเทียบกับอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิที่ 2.8 หมื่นล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยให้ CK ไม่มีปัญหาในการขอความช่วยเหลือจากธนาคารในโครงการก่อสร้างในปัจจุบันและอนาคต โดยบริษัทร่วมมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทำให้บริษัทเหล่านั้นสามารถลงทุนเพิ่มเติมเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งแหล่งเงินทุนจาก CK ซื้อขายที่ส่วนลด 20% จากบริษัทในเครือ
แม้ว่า CK จะซื้อขายในระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่สูงที่ 33.1 เท่า ในปี 2558 และ 30.5 เท่า ในปี 2559
แต่เชื่อว่านี่มาจากการที่ CK ได้รับประโยชน์โดยตรงจากบริษัทในเครือที่มีมูลค่าสูง จึงประเมินมูลค่าบริษัทในเครือ CK ที่ 21 บาท และธุรกิจการก่อสร้างที่ 10 บาท







