
หนี้ครัวเรือนพัฒนาการที่ต้องติดตามแบบเกาะติด
จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เปิดเผยออกมาในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2557 ระบุว่า
จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เปิดเผยออกมาในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2557 ระบุว่า
1.การก่อหนี้ครัวเรือนมีการชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับสถาบันการเงินผู้ให้กู้มีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้นคนที่คิดจะก่อหนี้ใหม่ ก่อหนี้เพิ่ม จึงไม่ง่ายเหมือนในอดีต ดูได้จากข้อมูลยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 3,334,029 ล้านบาท มีการเพิ่มขึ้น 8.8% เปรียบเทียบกับตัวเลขจากไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 10.7% ถือได้ว่ามีการชะลอลงต่อเนื่องเป็นไตรมาส 6 อันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดโครงการรถคันแรก และความกังวลเกี่ยวกับรายได้และการมีงานทำในอนาคต ส่งผลให้ครัวเรือนชะลอการใช้จ่ายเพราะต้องกันเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ไว้เตรียมชำระหนี้
2.ในรายงานได้ระบุให้ทุกฝ่ายจะต้องมีการเฝ้าระวังตัวเลขของการผิดนัดชำระหนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไตรมาส 2 ของปี 2557 สินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไป อยู่ที่ 12,810 ล้านบาท ในส่วนของยอดค้างชำระบัตรเครดิตที่เกินระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไป อยู่ที่ 7,497 ล้านบาท สินเชื่อทั้งสองนี้สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ลดลง แต่คาดว่าเมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นจะทำให้การใช้จ่ายในครัวเรือน รวมถึงการชำระหนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในไตรมาส 2 ปี 2557 ในส่วนของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคส่วนบุคคลต่อสินเชื่อรวมยังเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.5% จากไตรมาสแรกที่อยู่ที่ 2.4% ซึ่งก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก
3.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงความเป็นห่วงในการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่อยู่ในระดับ 82.3% เพราะว่าในอดีตช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธปท.ได้แสดงความเป็นห่วงการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนมาเป็นระยะ แม้จะเป็นในช่วงที่มีการใช้นโยบายประชานิยมและการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม
ตอนนี้ ธปท.ได้เห็นว่าประการที่หนึ่ง ธนาคารพาณิชย์ได้มีความเข้มงวดในเรื่องการปล่อยสินเชื่อบุคคลมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้กู้เงินเองก็เริ่มมีวินัยทางการเงินมากขึ้น มีการตรวจสอบเครดิตตัวเองมากขึ้น มีการเตรียมตัวขอสินเชื่อมากขึ้น ที่สำคัญคือ ในเวลานี้ไม่มีนโยบายภาครัฐที่ออกมาในลักษณะประชานิยมกระตุ้นการก่อหนี้ของประชาชนเพิ่มเติมอีก ธปท.จึงไม่ได้กังวลต่อตัวเลขนี้เท่าในช่วงที่ผ่านมา
ประการที่สอง ตัวเลขอัตราส่วนดังกล่าวสูงขึ้นก็เพราะการขยายตัวของ GDP ของไทยที่ต่ำลง ดังนั้นเมื่อการก่อหนี้ยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มสูงมากจนน่าเป็นห่วงคือ ตัวเลขที่เป็นตัวตั้งเริ่มนิ่งและชะลอลง ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ตัวที่เป็นตัวหารก็น่าจะเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับตัวดีขึ้นมา ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจึงไม่ควรตื่นตกใจกับตัวเลขมากเกินไป เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่เป็นไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลจนเกินไป
และในช่วงที่ผ่านมาระบบธนาคารไทยได้มีการกันสำรองหนี้ในอัตราที่สูงเกินกว่าหนี้สงสัยจะสูญหลายเท่า สรุปสุดท้ายคือ ตัวเลขเริ่มนิ่ง เริ่มดีขึ้น มีการติดตามใกล้ชิด มีการกันสำรองเพื่อความเสียหาย ถ้าหากว่าจะมีไว้สูง มีความเข้มงวดแล้ว เรื่องหนี้ครัวเรือนจึงน่าจะผ่านไปได้







