
“โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์”ชี้เหตุศักยภาพเติบโตไทยต่ำเตี้ย
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย สะกิดสังคมเปลี่ยนความคิด เร่งเพิ่มประสิทธิภาพประเทศ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ในการบรรยายสรุปปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2557 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนของธนาคารกรุงเทพและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ได้บรรยายชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งตอบคำถามที่ว่า “ทำไมเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา?” ได้เป็นอย่างดี และได้ชี้ให้เห็นว่าหากคนไทยไม่ร่วมกันเปลี่ยนวิธีคิด ประเทศก็อาจเข้าสู่ภาวะยากลำบากในอนาคตอันใกล้
“โฆสิต” กล่าวว่า สำหรับระยะสั้นนี้ ปัจจัยที่จะกดดันเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่ำ หลักๆ มาจากนโยบายประชานิยมหลายโครงการ เรื่องแรกคือนโยบายจำนำข้าวที่กดดันราคาข้าวไทยให้ลดลงเรื่อยๆ และจะยังความกดดันต่อไปอีกซึ่งถ้าสต๊อกรัฐมีอยู่ 18 ล้านตันตามที่มีข่าวก็จะกดดันราคาข้าวไปอีก 1-2 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะระบายข้าวในสต๊อกอย่างไร หากระบายมากจะกดดันราคาหนัก แต่ถ้าไม่ระบายความสูญเสียก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะข้าวเสื่อมสภาพ ปัจจัยนี้จะกดดันรายได้ของชาวนา ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง รายได้ของเกษตรกรลดก็หมายถึงกำลังซื้อที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง
ถัดมาคือโครงการรถคันแรก ที่ดึงความต้องการซื้อในอนาคตมาอยู่ในปี 2555-2556 ที่ยอดขายรถสูงถึงปีละ 1.4 ล้านคัน สูงกว่าระดับปกติที่ปีละ 8 แสนคัน ถึง 6 แสนคัน ดังนั้นจึงได้เห็นการผลิตที่ลดลงถึง 40% ในปีนี้ และส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งหมด และในปี 2558 ก็จะยังลดลงไปอีก
อีกปัจจัยสำคัญคือระดับหนี้ครัวเรือนที่ ณ ปี 2557 นี้ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 82% ของจีดีพี ซึ่งปัจจัยนี้จะกดดันการเติบโตของจีดีพีอีกนาน เพราะคนเมื่อมีรายได้แล้วก็ต้องนำไปใช้หนี้ ไม่ได้มีการนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากนัก ขณะที่รายได้ของแรงงานก็จะปรับขึ้นลำบาก เพราะได้มีนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน รวมถึงเงินเดือนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ไปเมื่อไม่นานมานี้และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบางรายก็ยังไม่สามารถปรับตัวรับนโยบายนี้ได้ ดังนั้นคงไม่เห็นการปรับขึ้นค่าจ้างซึ่งเป็นรายได้ของแรงงานนั้นไปอีกหลายปี
“ปัจจัยทั้งหลายที่กดดันนี้ทำให้สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้ 1.5-2% ซึ่งผมเห็นด้วย ซึ่งการที่ยังโตได้นี้หลักๆ ไม่ได้มาจากส่วนที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยอย่างการส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว แต่มาจากการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ ที่หลังมีรัฐบาลเข้ามาก็จะมีการเบิกจ่าย แต่เรื่องใหญ่คือเรื่องความซื่อสัตย์โปร่งใส และต้องเตรียมโครงการให้ดีก่อนจะเบิกจ่ายและส่วนสำคัญคือมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปีนี้คาดว่าจะเกินดุลอยู่ 2.6%”
สำหรับการเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาวนั้น “โฆสิต” ระบุว่า ขึ้นอยู่กับ 2 ส่วนคือ ความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับยังทำได้ไม่ดีนัก รัฐบาลยังไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่างๆ ที่สามารถลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการให้ต่อเนื่องได้
อีกส่วนหนึ่งคือศักยภาพที่ประเทศจะเติบโตได้ ซึ่งหากประเมินจาก “ศักยภาพ” ที่มีอยู่ในปัจจุบันมองเทียบกับ 15 ปีที่ผ่านมา(2542-2556) ไทยจะเติบโตได้อยู่ที่ 4.1% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าในช่วงที่เติบโตสูงอย่างปี 2504-2539 ที่ศักยภาพการเติบโตอยู่ที่ 7.6% ซึ่งเป็นตลอด 36 ปีที่การเติบโตไม่สะดุดเลยจนกระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเติบโตได้น้อยลงนี้คือการส่งออก ที่น่าสังเกตว่าขณะนี้แม้เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่กำลังฟื้นตัวแต่ไทยไม่ฟื้นตัว แต่ในขณะประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ขยายตัวได้ดี เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ซึ่งจากการประเมินแล้วคิดว่าปัญหานี้มาจากการที่โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ตลอด 11 ปีที่ผ่านมาได้พยายามเปลี่ยนตลาดส่งออกจากสหรัฐ ไปพึ่งพิงจีน และขณะนี้จีนก็อยู่ในภาวะชะลอตัว และยังมีปัจจัยเสี่ยงให้ต้องติดตามอีกว่าจะมีปัญหาหรือไม่เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาจีนดำเนินนโยบายใช้หนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ไม่แน่นอนว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเมื่อไรและแค่ไหน และถ้าหากตอนนี้ส่งออกไทยจะเบนเข็มกลับไปพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ ก็ลำบากเพราะต้องไปแข่งกับจีนที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน การส่งออกไปอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่กดดันการส่งออกไทยนั่นคือหลายประเทศในอาเซียนเริ่มผลิตสินค้าใช้เอง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของฮอนด้า ที่แน่นอนว่าฮอนด้าไม่ทิ้งประเทศไทย แต่เขาจะขยายไปประเทศอื่นด้วย เพราะธุรกิจต้องการหาตลาดที่มีศักยภาพ
ในขณะที่ประเทศไทยตอนนี้กลายเป็นประเทศผู้สูงอายุและตลาดอิ่มตัวไปแล้ว จากประชาชนไทย 64.62ล้านคน มีประชากรวัยเด็กซึ่งในอนาคตคือกำลังแรงงานและตลาดผู้บริโภคอยู่เพียง 18.7% ในขณะที่อินโดนีเซียที่มีประชากรอยู่ 249.87 ล้านคน มีเด็กอยู่ถึง 26.1% ล้านคนเหล่านี้คือผู้บริโภคขนาดใหญ่ในอนาคตคนละเรื่องกับประเทศไทย และที่จะเป็นที่สนใจในอีกไม่นานนี้คือ ฟิลิปปินส์ ที่ตอนนี้ประชากร 98.39 คน มีประชากรวัยเด็กถึง 34.3%
“ตอนนี้ความคิดที่ว่ารถผลิตจากไทยไปขายอินโดนีเซียจะไม่เป็นสิ่งจีรังยั่งยืนอีกต่อไป การส่งออกจากเราไปประเทศอาเซียนจะลดลงๆเพราะเขาผลิตเอง เมื่อเป็นแบบนี้เราต้องไม่หวังพึ่งทุนต่างชาติ เราต้องหักห้ามใจตัวเองอย่าไปเรียกร้องที่จะให้บีโอไอเขา ตอนนี้ความจำเป็นคือธุรกิจไทยต้องไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้ไปอยู่ใกล้ตลาด อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์เพราะเรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่เรื่องนี้ใหญ่มากๆ เพราะเป็นเรื่องความคิด เรื่องใหญ่ของคนไทยคือการเปลี่ยนความคิด การเรียกร้องให้กระตุ้น เรียกร้องลงทุนต่างประเทศมันเป็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในคนรุ่นผม ไม่น่าใช่ของคนสมัยนี้”
โฆสิต กล่าวต่อว่า ในทางทฤษฎีแล้วศักยภาพการเติบโตนั้นเท่ากับจำนวนแรงงานคูณด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งดูจากจำนวนประชากรและอัตราการเกิดของคนไทยแล้วเราคงหวังว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ลำบากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตคือการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งสำคัญกว่าความสามารถในการแข่งขันด้วย
ทั้งนี้ ถ้าจะดูความมีประสิทธิภาพของประเทศไทย สามารถดูได้จาก Business Sophistication หรือความลึกซึ้งในการทำธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องของ Value Chain ของธุรกิจการทำงานเป็นคลัสเตอร์เกื้อหนุนที่มีคุณภาพ ซึ่งจากการประเมินของสถาบันระหว่างประเทศระบุว่า Business Sophistication ของประเทศไทยไม่เคยขยับขึ้นเลย โดยประเทศไทยเคยอยู่ในอันดับที่ 44 ในปี 2550 ในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในอันดับดังกล่าว แต่ประเทศอื่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่น อินโดนีเซีย เพิ่มจาก 42 ในปี 2550 มาเป็นอันดับที่ 37 ในปี 2557 และชนะประเทศไทยแล้วในตอนนี้
อีกเครื่องชี้วัดประสิทธิภาพของประเทศคือความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ละนวัตกรรม ส่วนนี้ถือว่าประเทศไทยหลุดลุ่ยจริงๆ หล่นจากอันดับ 36 ในปี 2550 มาอยู่ที่ 66 ในปี 2557 และประเด็นคือไม่มีใครเรียกร้องเลยว่านี่เป็นปัญหา ขณะที่อินโดนีเซียเคยอยู่ที่ 37 ในปี 2550 ได้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 33 ขณะที่จีนจากอันดับที่ 38 ในปี 2550 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ในปี 2557 ปัญหาตรงนี้ควรจะต้องเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทำงานกับธุรกิจมากขึ้น ถ้าสองส่วนนี้ไม่เป็นพันธมิตรกันประเทศไทยเดือดร้อนแน่นอน
“ทั้งหมดนี้อธิบายได้ว่าทำไมเมื่อเอาแรงงานคุณด้วยประสิทธิภาพแล้วศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยจึงลดลงจาก 7.6% ในอดีต มาเป็น 4.1% ที่ผ่านมาอาจจะเพราะเราตั้งคำถามกันผิด ต่อไปนี้ถ้าจะถามรัฐบาลเราต้องถามเรื่องประสิทธิภาพซึ่งสำคัญต่อศักยภาพของประเทศมาก”
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวทางทิศทาง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความคิด ต้องคิดเรื่องศักยภาพของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง สิ่งที่ไม่ควรดำเนินการหรือควรหลีกเลี่ยง คือสนับสนุนให้ประชาชนบริโภค เพราะเมื่อประชาชนบริโภคมากหนี้สินจะเพิ่ม การออมจะลดลง ซึ่งขณะนี้สถานการณ์การออมของประเทศไทยน่าเป็นห่วง จากที่ภาคครัวเรือนเคยอมอยู่ 10% ของจีดีพี ในปี 2542 เหลือ 5% ในปัจจุบัน สวนทางกับประเด็นที่เงินออมจำเป็นมากขึ้นสำหรับครัวเรือนไทย เพราะอายุขัยของคนไทยอายุ 70 ปี ในขณะที่ผู้หญิงไทยในอนาคตอายุเฉลี่ยถึง 87 ปี จำเป็นต้องมีเงินดูแลตัวเองหลังเกษียณอย่างน้อย 10 ปี ดังนั้น การยุให้คนบริโภคมากๆ คือการฆ่าครอบครัวไทย การทำให้ประชาชนเดินไปสู่ความยากลำบากนั้นเป็นสิส่งไม่ดีและบาป ที่ถูกคือต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ สร้างประสิทธิภาพ
“ที่สำคัญที่สุดคือคือกระบวนการเรียกร้องที่ต้องทำให้ต่อเนื่อง เรียกร้องให้มีการเพิ่มการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เรียกร้องให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพ ให้มหาวิทยาลัยทำงานกับธุรกิจ ธุรกิจต้องทำงานร่วมกันเองมากขึ้นซึ่งตอนนี้ธุรกิจระดับโลกก็แสวงหาเรื่องพวกนี้เยอะ ในขณะที่ไทยไม่มี กระบวนการพวกนี้จะสะสมความรู้ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการพัฒนาฝีมือต่างๆ รัฐบาลช่วยได้แต่ก็ต้องร่วมมือกับธุรกิจในการจัดการโครงการ ซึ่งผมก็หวังว่าการปฏิรูปการศึกษาจะดูเรื่องนี้ด้วย”โฆสิต กล่าว







