
‘นวัตกรรม’ นำชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม
“นวัตกรรม” นำชีวิต เศรษฐกิจและสังคมดร.พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เดินสายสัมมนาประชุมในเวทีปฏิรูป วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่ง ชาติ เพื่อเก็บประเด็นต่างๆ ทั่วประเทศไปนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ในยุค “คสช.” การปฏิรูปครั้งนี้มุ่งหวังพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไปทิศทางของ “นวัตกรรมแห่งชาติ”
“นวัตกรรม” นำชีวิต เศรษฐกิจและสังคมดร.พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เดินสายสัมมนาประชุมในเวทีปฏิรูป วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่ง ชาติ เพื่อเก็บประเด็นต่างๆ ทั่วประเทศไปนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ในยุค “คสช.” การปฏิรูปครั้งนี้มุ่งหวังพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไปทิศทางของ “นวัตกรรมแห่งชาติ”
ทั้งนี้ ต้องจุดพลุและตีฆ้องแรงๆ ให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ของประเทศบรรจุ “นวัตกรรม” ให้เกิดขึ้นในทุกๆ อณูของแผนพัฒนาประเทศ เพราะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก่อให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ และแรงงานที่มีความรู้ เกิดการรับจ้างผลิตสินค้าที่มีศักยภาพและสร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างตราสินค้าเองได้ (Original Brand Manufacturing) จนเกิดกระบวนการเพิ่มมูลค่าการผลิตแบบ Less for more ทำให้เกิดการกระจายรายได้ทุกภาคส่วนทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ SMEs และวิสาหกิจชุมชน
เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ประเทศเกาหลีใช้งบประมาณลงทุนวิจัยพัฒนาสูงกว่าประเทศไทย (เกาหลี 2.2% ของ GDP ประเทศไทย 0.25% ของ GDP) ทำให้เกาหลีมีรายได้ต่อประชากร (GNI Per Capita) สูงกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่าตัว ประเทศไทยมีโมเดลประเทศแบบ Long Tail Industry มีค่า GPP (Gross Per Province) ถ้าไม่นับรวม กทม. จะมีเพียง 20 จังหวัดที่ GPP สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (26%) และอีก 56 จังหวัด GPP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (74%) ตามสูตรพาเรโต (80:20) ลักษณะนี้เรียกว่า “รวย กระจุก จนกระจาย” เศรษฐกิจของประเทศไทยควรพัฒนาโดยกระจายความเจริญไปทั่วๆกัน กระบวนการส่งเสริมให้ประเทศไทยใช้นวัตกรรมนำประเทศนั้น ควรผลักดันงบประมาณประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้ 1% ของ GDP ก็ราวๆ 110,000 ลบ. สัดส่วนการใช้เงินก็มีความสำคัญกล่าวคือ ให้ภาคเอกชน 66,000 ลบ. ส่วนภาครัฐเอาไว้ใช้ขับเคลื่อน 44,000 ลบ. ได้แก่การวิจัยพัฒนา 25,000 ลบ. พัฒนากำลังคน 5,000 ลบ. ใช้ผลักดันด้านการตลาด 4,000 ลบ.และปรับโครงสร้างพื้นฐาน 10,000 ลบ. เป็นเพราะรูปแบบ
การใช้นโยบายนวัตกรรม ในสหภาพยุโรปที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องให้ภาคเอกชนเป็นพระเอกในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันเอง ส่วนภาครัฐจะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการ สร้างนวัตกรรม โดยการประสานความร่วมมือด้วยแนวคิด “ปฏิสัมพันธ์เฮลิกซ์สามมิติ” (Triple Helix Interaction) เป็นความร่วมมือของภาคเอกชน วิชาการและรัฐบาลจึงจะทำให้ “นวัตกรรม” เป็นจริงได้
รัฐบาลก็ต้องสนับสนุนภาคเอกชนตั้งแต่การให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น อัตราดอกเบี้ย ต่ำพิเศษ มีการลดหย่อนภาษีนวัตกรรมและภาษีงานวิจัยให้มากขึ้น เป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ สนับสนุนกลไกทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้าเชิงนวัตกรรมสนับสนุนการจดทรัพย์ สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรที่สามารถจำหน่ายได้ในอนาคต ด้านวิชาการซึ่งเป็นต้นตอของนวัตกรรมจากงานวิจัยต่างๆ ลดการนำขึ้นหิ้ง แต่ผลักดันไปสู่ห้างผ่านกระบวนการผลิตของภาคเอกชนร่วมกัน ด้านวิชาการควรเน้นให้เกิดแนวคิดด้วยการสนับสนุนการศึกษา ทัศนศึกษาดูงาน จัดอบรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างระบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อเสริมแนวคิดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ผลักดันอาจารย์ นักวิชาการ ขอตำแหน่งทางวิชาการจากการทำนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศได้จริงมากกว่านำผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ผลักดันให้เกิดนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ระดับมัธยมที่มี “เด็กกิฟต์” (Gifted Students) จำนวนมากที่ออกไปคว้ารางวัลโอลิมปิกระดับโลกมามากมายให้หันกลับมาเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศให้มากขึ้น เราควรแก้ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษาโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นจากเดิมเป็นสังคมและมนุษยศาสตร์ 70% เปลี่ยนกระบวนการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สัมผัสของจริงมากขึ้น ท้าทายให้เด็กๆ รู้จักการจัดทำโครงการงานวิจัยหรือเรียนรู้ ออกจากห้องเรียนไปพบกับนักวิจัยรุ่นพี่ในสถาบันอุดมศึกษาให้มากขึ้น ตลอดจนเน้นการสอนวิชาชีพ เทคนิค อาชีวศึกษาให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพใช้งานได้จริงพร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการจัดประกวดแข่งขัน “อาชีวเทคโนโลยี” โดยให้ความสำคัญแก่การศึกษาระดับนี้ให้โดดเด่นมีรางวัลชีวิตที่จับต้องได้มากขึ้น
ประเทศไทยมีแหล่งทุนทางนวัตกรรมที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ สั่งสม “ภูมิปัญญา” (Wisdom) ชั้นเลิศในทุกๆ ภาคส่วนมานานแล้ว อย่างมากมาย เพียงแต่กลไกขับเคลื่อนในประเทศสะดุดมีปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองรุมเร้าตลอด จากนี้จึงควรจัดสรรงบเพื่อขับเคลื่อนให้จริงจังสักทีเวลา อีกทั้งยังมีทุนมนุษย์ที่มีค่า มีความรู้ที่พร้อมต่อการต่อยอดและ “พร้อมวิ่ง” ทั้งในลู่วิ่ง AEC หรือ ลู่วิ่ง “World class” ที่ท้าทาย โดยจัดสรรการใช้ทุนประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสมอย่างลงตัวและขับเคลื่อนอย่างจริงจังสักที







