posttoday
ทุ่มงบ 5.9พันล.แก้ยางทั้งระบบ

ทุ่มงบ 5.9พันล.แก้ยางทั้งระบบ

27 สิงหาคม 2557

คสช. ไฟเขียวแผนแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ เบื้องต้นอนุมัติงบดำเนินการเร่งด่วนปีนี้ 5.9 พันล้าน พร้อมเคาะแผนระยะ 10 ปีตามกระทรวงเกษตรเสนอวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท

คสช. ไฟเขียวแผนแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ เบื้องต้นอนุมัติงบดำเนินการเร่งด่วนปีนี้ 5.9 พันล้าน พร้อมเคาะแผนระยะ 10 ปีตามกระทรวงเกษตรเสนอวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท

พันเอก วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบกและทีมโฆษก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช. ครั้งที่12 เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557  ได้เห็นชอบมาตรการพัฒนายางพาราทั้งระบบ  ซึ่งเป็นโดยเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในปี 2557 โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 5,938.25 ล้านบาท โดยอนุมัติให้ใช้งบกลาง ปี 2557 จำนวน 977.75 ล้านบาท  ซึ่งมาตรการที่ คสช. อนุมัติให้แก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนในปี 2557 แบ่งเป็น  3 มาตรการ  รวมถึงอนุมัติแนวทางพัฒนาและยกระดับราคายางพาราในระยะยาว 10 ปี (ก.ย. 2557 – ส.ค.2567)

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มีความเป็นห่วงต่อปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งการหาตลาดเพิ่ม และพยายามให้ระบบการรับซื้อยางพาราเป็นไปตามปกติ ไม่กดราคารับซื้อ

ขณะที่ในระยะยาวต้องส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยาง โดยมีสถาบันการเงินให้สินเชื่อสนับสนุน และหาแนวทางนำยางพาราไปใช้ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพิจารณาตามหลักอุปสงค์และอุปทาน ให้ปริมาณการผลิตเหมาะสมกับปริมาณความต้องการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำแผนที่เป็นรูปธรรมต่อไป พร้อมทั้งให้พิจารณาจัดตั้งสถาบันวิจัยยางในอนาคตด้วย

ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า สำหรับ 3 มาตรการเร่งด่วนในปี 2557 ที่ คสช. อนุมัติให้ดำเนินการนั้นได้แก่ 1.มาตรการยกระดับราคาโดยเพิ่มสภาพคล่องด้านการตลาด โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 350 ล้านบาท แบ่งเป็นการชดเชยค่าดอกเบี้ย 300 ล้านบาท และค่าประกันวินาศภัยและบริหารโครงการ 50 ล้านบาท

2.แนวทางการเพิ่มมูลค่าและคุณภาพการผลิตวงเงินตลอดโครงการในปี 2557 วงเงิน 1,088.25 ล้านบาท  โดยใช้วงเงินจากงบกลางฯ 177.75 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าชดเชย ดอกเบี้ย 150 ล้านบาท เงินทุนอุดหนุนเบี้ยประกันวินาศภัยแก่สถาบันเกษตรกร 21 ล้านบาท และการบริหารโครงการ 6.75 ล้านบาทและ 3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ วงเงินตลอดโครงการจำนวน 4,500 ล้านบาท โดยขอใช้เงินงบกลางฯปี 2557 เพื่อชดเชยดอกเบี้ย 450 ล้านบาท

ส่วนแนวทางพัฒนาและยกระดับราคายางพาราในระยะยาว 10 ปี (ก.ย. 2557 – ส.ค.2567)ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอนั้น  จะอยู่ภายใต้วงเงินรวมกว่า 3 หมื่นล้าน ประกอบไปด้วย 3  มาตรการหลักได้แก่ 1.มาตรการยกระดับราคาโดยเพิ่มสภาพคล่องด้านการตลาดเพื่อรวบรวมยางพารา วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

2.แนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและคุณภาพผลผลิตยางพารา โดยสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ให้กับสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท และ3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางพาราวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท 

ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า  นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวทางระยะยาวจากหน่วยงานอื่น  โดยกระทรวงพาณิชย์เสนอแนวทางส่งเสริมการส่งออกยางพาราไปยังตลาดต่างประเทศ โดยกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มที่จะนำเข้ายางพาราเพิ่มคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อเมริกา และยุโรป ขณะที่ตลาดอินเดียมีแนวโน้มที่จะนำเข้ายางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆเพิ่มขึ้น ขณะที่ บราซิล ตุรกี อียิปต์ รัสเซีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพรองลงมา

ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการส่งออกในระยะสั้นที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ คือควรมีการแสวงหาความต้องการของตลาดใหม่ๆในตลาดเกิดใหม่ และใช้เวที Rubber Valley ณ เมืงชิงเต่า มณฑลชานตง ประเทศจีน ทำกิจกรรมการซื้อขายยางพาราในจีนทางออนไลน์ รวมทั้งการเร่งเจรจาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเมืองยาง (Rubber City) ร่วมกับประเทศมาเลเซีย และผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Rubber Conference

ส่วนมาตรการส่งเสริมระยะยาวควรสนับสนุนอุตสาหกรรมยางพาราทั้งกลางน้ำและปลายน้ำเพื่อเสริมจุดแข็งที่ไทยมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและวิจัยการกำหนดมาตรฐานเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยางล้อยนต์ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพาราในกลุ่มผู้ผลิตยางพาราในอาเซียนให้สำเร็จเพื่อเป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้าและยางพาราในกลุ่มสมาชิก และส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งตลาดยางพาราของกลุ่มอาเซียน

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรฯ เร่งสรุปความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯและกระทรวงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมการสร้างนวัตรกรรมการใช้ยางพาราธรรมชาติแทนยางสังเคราะห์เพื่อต่อยอดนำไปผลิตเป็นวัสดุเครื่องใช้ยางพารารวมทั้งการเพิ่มมูลค่าเพิ่มอื่นๆด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตยางพาราได้ 4.02 ล้านตันต่อปี มีการส่งออกในสัดส่วน 32% ของการส่งออกยางพาราโลก ขณะที่จีนมีการใช้ยางพารามากที่สุด 36% และทวีปอเมริกาเหนือ 10% โดยราคายางในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 3,302 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และในปี 2557 ลดลงเป็น 3,222 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน           

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ