
เปิดสถานการณ์
เปิดร้านจานด่วน 2535 บาทในต่างจังหวัด
เปิดร้านจานด่วน 2535 บาทในต่างจังหวัด
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จะขยายโครงการหนูณิชย์พาชิม ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ร้านอาหารมาร่วมขายอาหารจานด่วน 2530 บาท ออกไปยังต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ฯลฯ โดยตั้งเป้าให้มีร้านอาหารมาเข้าร่วมโครงการให้ได้พื้นที่ละ 30 แห่ง เป็นอย่างต่ำ
ปัจจุบันมีร้านค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าร่วมโครงการแล้ว 700 แห่ง จากเป้าหมาย 1,000 แห่ง โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้รับความช่วยเหลือจากกรมการค้าภายใน จัดหาวัตถุดิบราคาถูกมาให้
หมดหวังพึ่งส่งออกดันเศรษฐกิจ
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้คงหวังพึ่งการส่งออกได้ยาก เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากปัญหาในอิรัก ลิเบีย ยูเครน การผลักดันให้ส่งออกโตถึง 22.5% จึงไม่ง่าย แต่หากเร่งหลายมาตรการพร้อมกัน ก็มีหวังที่จะกระตุ้นให้เติบโตได้ถึง 2%
ทั้งนี้ ประเด็นเร่งด่วนที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลใหม่พิจารณาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะแรงซื้อของภาคประชาชนซึ่งในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่ควรนักเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงเพิ่มขึ้น โดยสิ่งที่ต้องการเสนอให้ดำเนินการ4 ด้านสำคัญคือ 1.การสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน 2.การดูแลสินค้าภาคการเกษตรที่ขณะนี้ภาพรวมตกต่ำตามตลาดโลกโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณรัฐจนเกินไป
3. ปรับกระบวนการผลิตให้มีการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในภาคเกษตร 4. การปราบปรามคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม
“ปีนี้เหลือเวลาไม่มากนักแต่ก็ยังคาดหวังว่าถ้าเร่งทำอะไรบางส่วนได้ก็อาจจะมีลุ้นให้เศรษฐกิจได้ 2% โดยต้องกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เห็นชัดเจนในไตรมาส4 ส่วนการลงทุนและงบประมาณที่จะเข้ามาจะไปเห็นรูปธรรมในปี 2558 มากกว่า”นายวัลลภกล่าว
นายวัลลภกล่าวว่า การดูแลค่าครองชีพประชาชนในระยะนี้จะมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มแรงซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนักซึ่งหากเป็นไปได้ก็ต้องการเห็นการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโตมัติ(Ft) ในรอบใหม่(ก.ย.-ธ.ค.57) ซึ่งยังรวมถึงการดูแลภาคธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) เนื่องจากแรงซื้อที่ลดต่ำทำให้การปรับราคาสินค้าที่ผ่านมาไม่ได้ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตามระยะยาวส่วนของพลังงานไฟฟ้าซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้คณะผุ้บริหารส.อ.ท.ได้เข้าไปหารือกับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานที่ต้องการให้การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ใหม่ควรกระจายไปยังเชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำเช่น ถ่านหินสะอาด หรือ(Green Coal )
ปัจจุบันภาคเอกชนมีความกังวลต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาวโดยเฉพาะภาคใต้ที่การผลิตไฟในพื้นที่ต่ำกว่าความต้องการต้องดึงไฟจากส่วนกลางเข้าไปเสริมและบ่อยครั้งที่ท่อก๊าซฯต้องหยุดซ่อมทำให้เกิดความไม่มั่นคงในระบบไฟฟ้าเพราะไทยพึ่งพิงการใช้ก๊าซฯผลิตไฟถึง 70% และอนาคตก๊าซในอ่าวไทยก็จะเริมทยอยหมดต้องนำเข้าในรูปของเหลว(LNG)จากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงกว่าเท่าตัวดังนั้นระยะยาวหากยังใช้ก๊าซฯเป็นหลักค่าไฟฟ้าจะสูงกว่า 56 บาทต่อหน่วยขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอาจลดต่ำลงได้
“ได้หารือภาพรวมด้านพลังงานหลายๆ เรื่องโดยที่เน้นคือ ความมั่นคงระบบไฟฟ้าที่เห็นว่าไทยพึ่งก๊าซฯสูงเกินไประยะยาวจะลำบากรัฐควรจะทำความเข้าใจประชาชนให้มากขึ้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาซึ่งการใช้ถ่านหินสะอาดก็เป็นทางเลือกเพราะมีราคาค่าไฟต่ำ และควรคู่ไปกับพลังงานทดแทนที่เหมาะสมซึ่งเอกชนหนุนให้เกิดพลังงานไฟฟ้าจากขยะ ให้มากขึ้นเพราะเป็นประโยชน์หลายด้าน “นายวัลลภกล่าว







