posttoday
เมื่อความเชื่อมั่นกลับมาเราเห็นอะไรบวก อะไรลบบ้างในเวลานี้

เมื่อความเชื่อมั่นกลับมาเราเห็นอะไรบวก อะไรลบบ้างในเวลานี้

25 สิงหาคม 2557

จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีการระบุว่าจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index : TISI) ในเดือน ก.ค. 2557 ได้ไต่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.7 โดยปรับเพิ่มจากระดับ 88.4ในเดือน มิ.ย. และการเพิ่มของดัชนีนั้นเป็นการเพิ่มที่ต่อเนื่อง 3 เดือนติดกันแล้ว ทั้งนี้ค่าดัชนีดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเกิดจากส่วนที่สำคัญคือ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการที่ดีขึ้น

จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีการระบุว่าจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index : TISI) ในเดือน ก.ค. 2557 ได้ไต่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.7 โดยปรับเพิ่มจากระดับ 88.4ในเดือน มิ.ย. และการเพิ่มของดัชนีนั้นเป็นการเพิ่มที่ต่อเนื่อง 3 เดือนติดกันแล้ว ทั้งนี้ค่าดัชนีดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเกิดจากส่วนที่สำคัญคือ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการที่ดีขึ้น

การตีความจากผลของดัชนีที่ออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อผู้ประกอบการ ดังนี้

1.เริ่มเห็นทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนทางการเมือง และยิ่งนายกรัฐมนตรีท่านใหม่มีทั้งอำนาจ มีพลังขับเคลื่อนภายใต้ภาวะความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด รอบคอบ จริงใจแล้ว นั่นหมายถึงทิศทางแนวโน้มในอนาคตของการทำมาค้าขายของ SME น่าจะไปได้ดี เห็นได้จากดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

2.จากยอดคำสั่งซื้อที่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นจากการประเมินในอนาคต 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มมากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 103.1 ในเดือน ก.ค. 2557 ขณะที่ดัชนีตัวเดียวกันนี้ในเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 101.9

3.นโยบายที่ออกมาจาก คสช. และจากรัฐบาลในอนาคต น่าจะให้ความสำคัญและต้องเร่งให้มากขึ้นคือการค้าชายแดน การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ควรมีการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มีศักยภาพและให้เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านให้สะดวก รวดเร็วและให้มีปริมาณทางการค้าที่เพิ่มขึ้น จากจุดนี้จะทำให้การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า ปัจจัยการผลิต แรงงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4.ต้องเร่งลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นนี้เป็นหัวข้อที่จะต้องแก้และต้องรีบทำในระยะสั้นนี้ เพราะในอนาคตยังไงก็ตามที่สุดแล้วสหภาพยุโรปจะตัดสิทธิพิเศษด้านภาษี (GSP) ของสหภาพยุโรปแน่นอน การแข่งขันน่าจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม หากว่าถ้าผู้ประกอบการไทยยังเร่งการเพิ่มขีดความสามารถได้ช้า แล้วจะเอาอะไรไปสู้ไปรับมือกับการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้นๆ

5.มีเรื่องที่ยังเป็นประเด็นสำคัญและสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการในเวลาที่รัฐบาลใหม่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ เรื่องที่จะมารับน้องก็คือ สภาวะเศรษฐกิจโลก เรื่องทิศทางของราคาน้ำมัน และท้ายสุดเรื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีโอกาสปะทุขึ้นมาอีก

6.เรื่องทางการเมืองเราทุกท่านจะไม่แตะคงไม่ได้ เมื่อทิศทางของการเมืองมีความชัดเจน หลังจากการบริหารของ คสช. ซึ่งจะต่อด้วยการมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การผลักดันแบบนี้ทั้งการลงทุนภาครัฐ การบริหารรัฐวิสาหกิจ ต่อด้วยเอกชนจะลงทุนเพิ่มเองจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีของปี 2557 โตประมาณ 2% จากนั้นในปี 2558 หลายสำนักมีการคาดการณ์ว่าเราน่าจะขยายตัวได้ 4.55%

7.การประเมินเรื่องการส่งออกไทยในปีหน้าปี 2558 ระบุว่า มันมีโอกาสที่จะเติบโตถึง 5% ซึ่งการจะโตให้ได้แบบนี้ภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น กลุ่มยานยนต์ต้องเติบโต ท้ายสุดเรื่องค่าเงินบาทบนอัตราแลกเปลี่ยน 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ควรกำกับดูแลและพยายามให้การบริหารแบบบวกลบไม่เกิน 50 สตางค์

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค