
หุ้นไทยจ่อทำยอดใหม่ลุ้น 1,570-1,600 จุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยยังไม่ผ่านยอดเดิมแถว 1,550 จุด ก่อนเผชิญแรงทำกำไรระยะสั้น ถอยลงมาแกว่งย่ำฐาน รอจังหวะแกว่งขึ้น โดยรอบนี้มีลุ้นไปได้ถึงแถว 1,570-1,600 จุด การดีดขึ้นรอบนี้ หนุนโดยปัจจัยดังนี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยยังไม่ผ่านยอดเดิมแถว 1,550 จุด ก่อนเผชิญแรงทำกำไรระยะสั้น ถอยลงมาแกว่งย่ำฐาน รอจังหวะแกว่งขึ้น โดยรอบนี้มีลุ้นไปได้ถึงแถว 1,570-1,600 จุด การดีดขึ้นรอบนี้ หนุนโดยปัจจัยดังนี้
ประการแรก มุมมองเชิงบวกต่อการเมืองไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่โรดแมปปฏิรูปการเมืองระยะที่ 2 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเปิดประชุมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อผลักดันงบประมาณปี 2558 ให้ทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2557
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่น่าจะเรียบร้อยภายในเดือน ก.ย. 2557 เพื่อเข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลาประมาณ 1 ปี รัฐบาลใหม่จะรับไม้ต่อจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยเฉพาะการนำโรดแมปด้านการเมืองและเศรษฐกิจไปสู่ภาคปฏิบัติ
ความคืบหน้าของโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะมีส่วนอย่างมากต่อการตัดสินใจดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนในระยะถัดไป ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นเป็นลำดับของคนในประเทศ จะทำให้ต่างชาติต้องทบทวนมุมมองต่อการลงทุนในประเทศไทยในทางที่ดีขึ้นตามไปด้วย
ประการที่ 2 สถานการณ์ในยูเครนและตะวันออกกลาง แม้ยังเปราะบางแต่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น อาทิ
1) ประธานาธิบดีของรัสเซีย ระบุว่า จะดำเนินความพยายามทุกวิถีทางเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน
2) อดีตนายกรัฐมนตรีของอิรัก ยอมล้มเลิกความพยายามเพื่อจะดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลสมัยที่ 3 เนื่องจากพรรคการเมืองต่างๆ ต้องการนายกฯ คนใหม่ ที่ได้รับการยอมรับจากชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดและฝ่ายสุหนี่มากกว่า
3) อิสราเอลและกลุ่มฮามาสยอมตกลงขยายเวลาหยุดยิงเพิ่มขึ้น 5 วัน ตามข้อเสนอของอียิปต์
สังเกตได้ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 13 เดือนเศษ ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง หลังความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงปรับตัวลดลง
ประการที่ 3 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน และญี่ปุ่น รวมถึงสหรัฐเริ่มมีสัญญาณ “แผ่วลง” จึงมีโอกาสมากขึ้นที่ธนาคารกลางสำคัญของโลกจะตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำอีกพักใหญ่ๆ ในส่วนของธนาคารกลางยูโรและญี่ปุ่นอาจถึงขั้นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจีดีพียูโรโซนไม่ขยายตัว ส่วนของญี่ปุ่นติดลบ 6.8% ในไตรมาส 2 ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นเกิดใหม่จึงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดระดับลง ท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ที่ไต่ระดับขึ้นว่า ธนาคารกลางสำคัญของโลกยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป เพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ด้านผลดำเนินงานไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทยที่รายงานออกมาเกือบหมดแล้ว แม้จะแย่เป็นส่วนใหญ่ แต่แทบไม่กระทบตลาดหุ้น เนื่องจากความคาดหวังอยู่ในระดับต่ำ อันเป็นผลจากปัญหาการเมืองก่อนหน้านั้น
นอกจากนั้น การฟื้นตัวของ บจ.ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นถึง 119% และ 49% ตามลำดับ (ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี และฐานกำไรที่ต่ำของกลุ่ม ปตท.) ยังทำให้กำไรสุทธิของตลาดหุ้นในภาพรวมดูดีเกินจริง คือโตถึง 14.5% ในไตรมาส 2 และช่วยหนุนกำไรช่วงครึ่งปีแรกให้ลดลงเพียง 0.8% มองไปข้างหน้าผลประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ และดีต่อเนื่องในปี 2558 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
น่าสังเกตว่า แรงซื้อจากสถาบันผ่านการตั้งทริกเกอร์ฟันด์กองใหม่ๆ รวมถึงแรงซื้อ LTF, RMF มีส่วนช่วยประคับประคองตลาดหุ้นช่วงปรับฐาน ทำให้ตลาดหุ้นไทยลงไม่ลึกอย่างที่หวาดวิตก การปรับฐานจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก รวมถึงแรงขายทำกำไรระยะสั้นหลังราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาเร็ว จึงกลายเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาฯ (CK, STEC) ท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT) อสังหาฯ (LPN, QH, SPALI) ธนาคาร (KBANK, BBL) เป็นต้น
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







