
ท่าทีที่ Dovish ของธนาคารกลางสหรัฐ...หนุนเงินบาทแข็งค่าระยะสั้น
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.10 ซึ่งเป็นกรอบที่แข็งค่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศทั้งจากยูโรโซน สหรัฐ และจีนออกมาไม่ค่อยดีนัก ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งยังมีท่าที Dovish คือ มีความตั้งใจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปอีกระยะหนึ่ง เราจึงมองว่าในสัปดาห์นี้จะมีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินในเอเชียเคลื่อนไหวในแนวโน้มที่แข็งค่าได้ รวมทั้งค่าเงินบาท
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.10 ซึ่งเป็นกรอบที่แข็งค่าจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศทั้งจากยูโรโซน สหรัฐ และจีนออกมาไม่ค่อยดีนัก ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งยังมีท่าที Dovish คือ มีความตั้งใจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปอีกระยะหนึ่ง เราจึงมองว่าในสัปดาห์นี้จะมีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งจะส่งผลให้สกุลเงินในเอเชียเคลื่อนไหวในแนวโน้มที่แข็งค่าได้ รวมทั้งค่าเงินบาท
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งจีดีพีของไทยในไตรมาส 2 อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรและสหรัฐ ดุลการค้ายูโรโซน รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษและสหรัฐ และที่สำคัญคือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของประเทศหลัก ซึ่งเรามองว่าอาจสะท้อนโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอลง นอกจากนี้จีดีพีไตรมาส 2 ของไทยอาจออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งอาจหนุนให้มีเงินทุนไหลเข้ามา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจีดีพีไตรมาส 2 จะอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าประมาณของตลาดที่ 0.3% เท่านั้น
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.05 และเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ตลอดสัปดาห์ โดยหลังจากวันหยุดยาว เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วไล่ตามสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีทุนจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อหุ้น 2,630 ล้านบาท และพันธบัตรอีก 6,754 ล้านบาท ส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นอีก ในปลายสัปดาห์การประกาศสวัสดิการว่างงานของสหรัฐปรับสูงขึ้นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ และสนับสนุนให้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าได้ ช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทปิดตลาดที่ 31.84
สำหรับหุ้นกู้ภาคเอกชน ในตลาดแรกมีการเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ อันดับเครดิต BBB+ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.70% จำนวน 200 ล้านบาท เสนอขายนักลงทุนไม่เกิน 10 ราย ขณะที่หุ้นกู้ตลาดรองมีปริมาณซื้อขายต่อวันราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยปริมาณการซื้อขายกระจายตัวในทุกช่วงอายุ สำหรับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ในตลาดรองปรับลดลงเล็กน้อย โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ AA ขึ้นไปรุ่นอายุไม่เกิน 1 ปี มีผลตอบแทนซื้อขายที่ 2.442.67%
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินสกุลอื่นๆ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.3400 และเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงเปราะบางและอ่อนไหว การตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของรัสเซียจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้จีดีพีของเยอรมนีและอิตาลีที่ยังหดตัวในไตรมาส 2 ประกอบกับเศรษฐกิจยังเสี่ยงต่ออัตราเงินฝืด ทำให้ธนาคารกลางยูโรโซนกดดันมากขึ้นในการออกมาตรการเพิ่มเติมกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินไปมากแล้วก่อนหน้านี้ ปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรอยู่ที่ 1.3375
ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 102.05 และอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มผ่อนแรงลง ส่งผลให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยปรับลดลง และจีดีพีญี่ปุ่นในไตรมาส 2 หดตัวลงมากที่สุดตั้งแต่เดือน มี.ค. 2011 ทำให้ตลาดยังคงมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแออยู่มาก และอาจเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยปลายสัปดาห์เงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 102.57







