posttoday
"อมตะ ฟิโลโซฟี" มุ่งสร้างแบรนด์ยั่งยืน

"อมตะ ฟิโลโซฟี" มุ่งสร้างแบรนด์ยั่งยืน

15 สิงหาคม 2557

การทำธุรกิจเสื้อผ้าในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมากขึ้น ด้วยทุกวันนี้ลูกค้ากลายมาเป็นคนขาย ดีไซเนอร์ไทยต้องแข่งขันกับสไตลิสต์

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

“การทำธุรกิจเสื้อผ้าในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมากขึ้น ด้วยทุกวันนี้ลูกค้ากลายมาเป็นคนขาย ดีไซเนอร์ไทยต้องแข่งขันกับสไตลิสต์ เพราะตลาดมีความหลากหลาย ผู้ที่สนใจหรือมีทุนส่วนตัวสูงๆ และอยากทำธุรกิจนี้ก็สามารถเข้ามาได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน”

คำกล่าวของ กันยกร คุณากร นักออกแบบและผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อมตะ ฟิโลโซฟี ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า “อมตะ” บอกเล่าถึงสถานการณ์ตลาดอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปในไทย ที่ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจรวมถึงแบรนด์อมตะเองจะต้องปรับตัวของธุรกิจรอบด้าน เพื่อให้กิจการอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่องจากหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบ

สำหรับแบรนด์เสื้อผ้าอมตะ ปัจจุบันเปิดให้บริการ 2 สาขา ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 และ เดอะ พรอมานาด ที่นอกจากจะชูแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แล้ว ขณะเดียวกันก็เริ่มหันมาทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุกไปพร้อมกันด้วย เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่และขยายฐานลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน

ด้วยปัจจุบัน ลูกค้ามีกำลังซื้อและมีสิทธิเลือกมากขึ้น ต้องการสินค้าคุณภาพดี ซึ่งโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจหันไปหาร้านหรือแบรนด์อื่นๆ ก็มีสูงตามไปด้วย จากความจงรักภักดีที่มีต่อแบรนด์ไม่มากนัก

ทั้งนี้ แบรนด์อมตะจะรุกทำกิจกรรมการตลาดส่งเสริมการขายทั้งรูปแบบออฟไลน์ผ่านหน้าร้านทั้งสองสาขาและออนไลน์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) มากขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ AMATAstylec และเว็บไซต์ www.amatastyle.com เพื่อให้ลูกค้ายังจดจำแบรนด์อมตะไว้อย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของแบรนด์อมตะ คือ การออกแบบชุดเสื้อผ้าสำหรับออกงาน (เดรส) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ในรูปแบบงานคราฟต์ หรืองานจับจีบผ้า งานปัก จับกลุ่มเป้าหมายหลักผู้หญิงอายุระหว่าง 2838 ปี ทั้งกลุ่มคนโสดและคุณแม่สมัยใหม่ (โมเดิร์นมัม) ที่มีลูกคนเดียว และชื่นชอบการแต่งตัว ทำงานในเมือง หรือเป็นผู้บริหารเจ้าของธุรกิจส่วนตัว โดยวางระดับราคาต่อชุดตั้งแต่ 1,8004,000 บาท

สำหรับที่มาของแบรนด์นั้น กันยกร เล่าว่า ได้เปิดตัวแบรนด์อมตะเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อราว 5 ปีก่อน หรือราวปี 2552 โดยวางแนวคิดแบรนด์ (แบรนด์คอนเซปต์) คือ “Bangkokian Style to Tokyo girl” เพื่อสะท้อนถึงสาวกรุงฯ ในเมืองร้อน ที่มีความสดใส ผ่านสีสันของเสื้อผ้า ผ่านรูปทรงการออกแบบและแต่งตัว โดยถัดมาในปี 2553 จึงได้มาเปิดตัวและทำตลาดในไทย ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะเน้นการออกแบบชุดที่ดูพลิ้วไหวจากเนื้อผ้าอย่างซีฟอง ที่ยังเข้ามาไม่มากนักในช่วงนั้น ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานตลาดเสื้อผ้าเกาหลีเริ่มเข้าสู่ไทยและมีแนวการออกแบบลักษณะใกล้เคียงกับแบรนด์อมตะ

อย่างไรก็ตาม แบรนด์อมตะได้มีการพัฒนารูปแบบและการใช้เนื้อผ้ามาโดยตลอด เพื่อให้สามารถทำตลาดทั้งในและส่งออก โดยผสมกับงานมือในการทำชุด หรือ เทเลอร์เมด โดยแต่ละปีจะมีการออกแบบราว 4 คอลเลกชั่น ใช้วิธีจ้างผลิตจากภายนอก (เอาต์ซอร์ส) มีกำลังผลิตราว 250300 ชิ้น/เดือน

สำหรับแบรนด์อมตะนั้น กันยกร บอกว่า การสร้างแบรนด์ “อมตะ” ขึ้นมาเพื่อรุกการทำตลาดส่งออกในอนาคต โดยปัจจุบันได้ทำตลาดต่างประเทศบ้างแล้ว อาทิ ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ และก่อนที่จะขยายการทำตลาดนอกประเทศนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแบรนด์และทำตลาดในประเทศให้แข็งแกร่งไปด้วย ซึ่งการทำแบรนด์ในช่วงแรกนั้นจะผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กราว 1 ปี ก่อนเข้าสู่หน้าร้านสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 และจากนั้นอีก 1 ปีถัดมา จึงได้เปิดสาขาที่ 2 ที่ศูนย์การค้าเดอะพรอมานาด รามอินทรา

การขยายสาขาที่ 2 บริเวณชานเมืองนั้น เธอบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงธุรกิจ ที่มองว่ามีหลายปัจจัยลบที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยการเมืองที่เห็นได้ว่าทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น หน้าร้านที่มีสาขาตั้งอยู่ในใจกลางเมืองนั้น จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะจากม็อบปิดกรุงเทพฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยหน้าร้านสาขาศูนย์ฯเทอร์มินัล 21 ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและยอดขายที่หายไปเช่นกัน โดยภายใน 23 ปีนี้ แบรนด์อมตะยังมีแผนขยายหน้าร้านออกสู่ตลาดต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น อุดรธานี โคราช และสุราษฎร์ธานี จากกำลังซื้อของคนต่างจังหวัดที่กำลังขยายตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีอัตราเติบโตรายได้คงที่

แม้สถานการณ์ตลาดจะมีความผันผวน แต่หากผู้ประกอบการธุรกิจมีความพร้อมต่อการปรับตัวก็สามารถที่จะประคองกิจการให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับแบรนด์ “อมตะ”

ข่าวล่าสุด

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง

เจาะ TH-AI Passport รัฐจ่ายค่าบุฟเฟต์ 5 ล้านคน เอกชนปรับกำไรได้เอง