
"มิสทิน" ฝ่าปัจจัยลบฟื้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง
สถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมากระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่เหลือของปี รวมถึงกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ที่เริ่มกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มนิ่ง ทำให้ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมากระตุ้นยอดขายในช่วงเวลาที่เหลือของปี รวมถึงกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ที่เริ่มกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด
ดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางระบบขายตรง มิสทิน กล่าวว่า กำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น บริษัทจึงเดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้นด้วย โดยจากงบตลาดทั้งปี 900 ล้านบาท จะเป็นการใช้ในครึ่งปีหลังถึง 60% เน้นผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งเร่งหาช่องทางการทำกิจกรรมการตลาดใหม่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เห็นได้จากการจัดโปรโมชั่นจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมแชตไลน์ ตลอดจนการขายลิปสติกบนสายการบินแอร์เอเชีย เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทดลองจำหน่ายเป็นเวลา 3 เดือน รวมถึงการเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 8 รายการ ในไตรมาส 4 ของปีนี้
ขณะเดียวกัน ยังนำกลยุทธ์ราคามากระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยลดราคาสินค้าใหม่ลง 5% ซึ่งยอมรับว่าจะส่งผลให้กำไรของบริษัทโดยรวมลดลง 4%
“ไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้อำนาจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนระดับรากหญ้าลดลง 12% แต่บริษัทยังสามารถเติบโตได้ 4% พอมาในช่วงไตรมาส 2 หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ยอดขายของบริษัทกลับเติบโตเพียง 1% เนื่องจากการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวยังไม่กระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก” ดนัย กล่าว
นอกจากนี้ การคุมเข้มการปล่อยกู้นอกระบบยังมีผลถึงสภาพคล่องทางการเงินของคนระดับรากหญ้า ที่เป็นกลุ่มสาวโรงงาน อย่างไรก็ตามเข้าใจดีว่าคสช.ต้องการ ให้คนหันมาใช้เงินในระบบที่จะส่งผลดีต่อวินัยทางการเงินของประชาชน และเศรษฐกิจระยะยาว
สำหรับยอดขายรวมในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 3% ซึ่งถือเป็นยอดขายที่ต่ำสุดในรอบ 13 ปี จากที่ผ่านมาจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 710% ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระหรือสาวมิสทินกว่า 1.01 ล้านคน
ขณะที่ในตลาดอาเซียนนั้น ปัจจุบันมิสทินได้ทำธุรกิจในประเทศพม่า ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจพม่าดำเนินธุรกิจขายตรง ปัจจุบันมีสาขา 6 แห่ง จะขยายเพิ่มอีก 2 แห่ง ในมาเลเซียได้ขายส่งสินค้าให้กับนักธุรกิจมาเลเซียที่ดำเนินธุรกิจขายตรง ขณะที่สิงคโปร์เป็นการขายส่งให้นักธุรกิจไปจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก และในประเทศจีนได้ร่วมกับเครือสหพัฒน์ ทำตลาดในรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วนในประเทศตะวันออกกลาง เข้าทำตลาดในอิหร่านและดูไบ โดยขายส่งให้นักธุรกิจเพื่อจำหน่ายปลีก
ด้านแผนขยายธุรกิจต่างประเทศในปีนี้ จะขยายธุรกิจเพิ่มในประเทศกัมพูชาและลาว ในรูปแบบร่วมทุนกับนักธุรกิจภายในประเทศ เพื่อดำเนินธุรกิจขายตรง และขยายตลาดในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ในลักษณะการขายส่งให้กับนักธุรกิจนำไปดำเนินธุรกิจขายขายตรง ส่วนในประเทศตะวันออกกลาง เติบโต 20% โดยบริษัททำตลาดในประเทศอิหร่าน และเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในรูปแบบขายส่งให้กับนักธุรกิจเพื่อนำไปจำหน่ายปลีก
ดนัย กล่าวต่อว่า บริษัทเตรียมใช้งบลงทุน 200300 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางในประเทศพม่าในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์ เพื่อผลิตเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์มิสทินและรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์อื่น และวางเป้าหมายเป็นโรงงานผลิตสินค้าป้อนตลาดอาเซียนด้วย
นี่คือการปรับตัวของมิสทิน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องสำอางที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายที่สุด







