
ACRC (2)
คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองของเกาหลี หรือ AntiCorruption and Civil Rights Commission of Korea : ACRC มีหน้าที่หลักๆ 4 ด้าน ซึ่งรวมเอาหน้าที่ของคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่น ผู้ตรวจการ รัฐสภาและคณะกรรมการรับเรื่องอุทธรณ์การบริหารงานมาไว้ด้วยกัน คือ 1.รับร้องเรียนจากประชาชนและแก้ไขให้ 2.ตัดสินคดีเกี่ยวกับบริหารราชการ 3.ปราบปรามการคอร์รัปชั่น และ 4.พัฒนาปรับปรุงกฎหมายและระบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมืองของเกาหลี หรือ AntiCorruption and Civil Rights Commission of Korea : ACRC มีหน้าที่หลักๆ 4 ด้าน ซึ่งรวมเอาหน้าที่ของคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่น ผู้ตรวจการ รัฐสภาและคณะกรรมการรับเรื่องอุทธรณ์การบริหารงานมาไว้ด้วยกัน คือ 1.รับร้องเรียนจากประชาชนและแก้ไขให้ 2.ตัดสินคดีเกี่ยวกับบริหารราชการ 3.ปราบปรามการคอร์รัปชั่น และ 4.พัฒนาปรับปรุงกฎหมายและระบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ACRC ทำงานอย่างได้ผล ทั่วโลกยกย่อง เพราะมียุทธศาสตร์การทำงานที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงมาก ผมขอยกตัวอย่างยุทธศาสตร์ที่ผมเห็นว่าดีและเมืองไทยน่าจะเอามาใช้บ้าง
ยุทธศาสตร์ที่ 1 “เกลือเป็นหนอน” การทุจริตในองค์กรสาธารณะนั้นไม่สามารถที่จะรับรู้และจับได้ง่ายๆ ถ้าเราอยู่นอกองค์กร คนในองค์กรต่างหากที่รู้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ACRC จึงให้ความสำคัญกับการแจ้งเบาะแสของคนในองค์กรอย่างมาก โดยเน้นให้รางวัลและการคุ้มครอง ในยุทธศาสตร์นี้ ACRC แก้กฎหมายปราบปรามการทุจริตให้ผู้แจ้งเบาะแสได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ เช่น ถ้ามีคนในหน่วยงานใดแจ้งเบาะแส หน่วยงานนั้นมีหน้าที่ต้องคุ้มครองผู้แจ้งในทุกกรณี หากมีการข่มขู่หรือกลั่นแกล้งผู้แจ้งเบาะแส ผู้บริหารหน่วยงานนั้นไม่ว่าจะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ก็ตาม ต้องมีความผิดตามกฎหมาย มีโอกาสทั้งติดคุกและโดนปรับวงเงินสูงถึง 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ ถ้าหากหน่วยงานที่ถูกแจ้งเบาะแสไม่ให้ความร่วมมือกับ ACRC ในการสอบสวน เช่นขอเอกสารแล้วไม่ส่งหรือถ่วงเวลาในการส่ง หน่วยงานนั้นก็จะถูกปรับในวงเงิน 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตัวผู้แจ้งเบาะแสนอกจากจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่แล้วยังอาจได้รับรางวัลจากการแจ้งเบาะแส สูงถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับมูลค่าของคดี
ยุทธศาสตร์ที่ 2 “เชือดไก่ให้ลิงดู” หากเจ้าหน้าที่ของของรัฐหรือองค์กรสาธารณะรับสินบนหรือยักยอกทรัพย์ของรัฐ หากจับได้ไม่ว่าวงเงินที่คอร์รัปชั่นนั้นจะมากน้อยแค่ไหนหรือทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เจ้าหน้าที่ คนที่รับเงินและเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นเป็นใจจะโดนไล่ออกทันที และจะต้องโดนลงโทษทั้งปรับทั้งจับติดคุก อย่าแม้แต่จะคิด ทำผิดทีเดียวชีวิตพังทันที ที่เกาหลีแค่เจ้าหน้าที่ของรัฐยอมให้ภาคเอกชนพาไปเลี้ยงดูปูเสื่อ เขายังไล่ออก ปรับและจับติดคุกเลย
ยุทธศาสตร์ที่ 3 “ตัดไฟแต่ต้นลม” ACRC เขาเน้นอบรมเรื่องจริยธรรมให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่และได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา เรื่องนี้ถือเป็นภาคบังคับที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนต้องเข้ารับการอบรม ในอนาคต ACRC ยังคิดจะจัดตั้งสถาบันขึ้นเป็นพิเศษเพื่อคอยให้การศึกษาและจัดอบรมเรื่องจริยธรรมอีกด้วย แค่เข้มงวดเรื่องจริยธรรมตอนอยู่ในตำแหน่งก็ยังไม่พอ ACRC ยังออกกฎหมายป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งเกษียณแล้วออกไปทำงานกับภาคเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่เกษียณเหล่านี้ใช้อำนาจที่เคยมีและสายสัมพันธ์เดิมไปสร้างประโยชน์ให้กับภาคเอกชนอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น ACRC จึงจะตรวจสอบย้อนหลังยาวไป 5 ปีก่อนการเกษียณถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้นๆ ว่าจะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับองค์กรเอกชนที่เขากำลังจะเข้าไปทำงานได้หรือไม่ หากเกี่ยวพันหรือเอื้อประโยชน์ได้ เจ้าหน้าที่เกษียณผู้นั้นก็จะไม่สามารถทำงานกับองค์กรเอกชนนั้นได้ ถ้าหากเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาเกษียณ ก็จะมีกฎหมายห้ามไม่ให้รับปรึกษาหรือว่าความในคดีที่เกี่ยวพันกับหน่วยงานเดิมที่เคยทำงานอยู่
ที่ตั้งชื่อยุทธศาสตร์ให้เป็นสุภาษิตไทย เพราะผมอยากให้เห็นว่าวิธีการปราบคอร์รัปชั่นที่ประเทศอื่นเขาทำนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก ที่หลายคนคิดว่าไทยเราคงไม่มีวันทำได้นั้น ผมกลับคิดว่าเราจะเอาจริงกันหรือเปล่า ถ้าเอาจริงผมว่า “ไทยทำได้” ครับ







