posttoday
ธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ (ตอน 2)

ธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ (ตอน 2)

13 สิงหาคม 2557

สัปดาห์นี้เราจะพูดถึงธุรกิจ HEALTH CARE ต่อจาก 2 สัปดาห์ที่แล้วกันครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่พลาดบทความธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ ตอนที่ 1 ท่านสามารถอ่านได้ที่ BLOG ของผม

สัปดาห์นี้เราจะพูดถึงธุรกิจ HEALTH CARE ต่อจาก 2 สัปดาห์ที่แล้วกันครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่พลาดบทความธุรกิจ HEALTH CARE ดีจริงหรือ ตอนที่ 1 ท่านสามารถอ่านได้ที่ BLOG ของผม

เพื่อความต่อเนื่องและความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นจากตอนที่ 1 ผมพูดถึงภาพรวมของประชากรโลกที่มีอายุ 6065 ปีขึ้นไป รวมถึงแนวโน้มในอนาคตสัดส่วนของผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับพลเมืองโลกทั้งหมดดูแล้วน่าจะเป็นปัญหาหนักใจกับหลายๆ ประเทศเลยทีเดียว รวมทั้งประเทศไทยเรา ซึ่งปัจจุบันก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว เมื่อหลายปีที่แล้วคือมีคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

จากบทวิจัยเรื่องความต้องการแรงงานต่างด้าว สำหรับสังคมสูงวัย ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ในปี 2573 หรืออีกเพียงกว่า 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องมีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ไร้ฝีมือสูงถึง 9.14 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 10% ของประชากรไทยในขณะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน และเพื่อทำให้ GDP ของไทยจะยังคงมีการเติบโตในระดับ 4% ต่อปี แต่ GDP ต่อหัวจะเติบโตติดลบร่วม 1% เนื่องจากฐานประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าประเทศไทยไม่มีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติดังกล่าว GDP ของไทยจะติดลบถึง 7% และ GDP ต่อหัวจะติดลบ 8% ดูๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมากถึงแม้จะมีผลดีในด้านการเจริญเติบโตของประเทศ และเป็นการลดต้นทุนค่าจ้างของภาคเอกชน เรื่องจากค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงคนไทย แต่ข้อเสียคือจะทำให้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทที่จ้างแรงงานเหล่านี้จะลดลงประมาณ 4% และจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงแรงงานชั่วคราวเท่านั้น

นอกจากนั้น ปัญหาสังคมก็จะติดตามมาเป็นแน่ เราเห็นข่าวแรงงานต่างด้าวฆ่านายจ้างอยู่เนื่องๆ รวมทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ก็แตกต่างจากของไทยเรา การลดปัญหาด้านหนึ่งก็อาจจะสร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาสังคมผู้สูงวัยก่อนประเทศไทยเราตั้งนาน แต่ก็ยังไม่เปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน

เหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมอย่างสูง ผมคิดว่าการเพิ่มอายุจาก 60 ปี เป็น 66 ปี ถึงจะเกษียณ น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดี เสมือนกับเรามีแรงงานเพิ่มขึ้นจากปกติทุกปี และบุคลากรเหล่านี้เปรียบเสมือน “ยิ่งแก่” ยิ่งบ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ทำงานมาอย่างช่ำชอง และถึงแม้จะทำงานจนถึงอายุ 66 ปีแล้ว หลังจากนั้นยังอาจให้เป็นที่ปรึกษาของบริษัทต่อไปได้อีก เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยของประชากรไทยมากขึ้น เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ แต่อยากให้เป็นแบบสมัครใจในการที่ผู้สูงอายุเลือกที่จะทำงานต่อหรือไม่เมื่ออายุครบ 60 ปี เพราะว่าหลายๆ ท่านก็ไม่อยากที่จะทำงานต่อ อยากจะเดินทางท่องเที่ยว อยากใช้เงินที่หามาเกือบชั่วชีวิต หรืออยากจะเลี้ยงหลานที่บ้าน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า คนที่เกษียณงานใหม่ๆ จะรู้สึกมีความสุขมากที่ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน แต่พอไม่ได้ทำงานไปสักพัก จะเริ่มรู้สึกเหงา วันๆ ไม่รู้จะทำอะไร หลายๆ ท่านอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม โดยเฉพาะ คนที่มีตำแหน่งสูงๆ ไม่ว่าจะทางราชการหรือบริษัทเอกชนใหญ่ๆ

เนื้อที่บทความใกล้หมด สงสัยคงต้องไปต่อตอนที่ 3 ในสัปดาห์หน้า แต่ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมยังมองว่า SET Index น่าจะมีการปรับตัวลงในครึ่งหลังของเดือน ส.ค.นี้ โดยจะมีแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณ 1,450 จุด แต่ถ้าผลประกอบการหลังประกาศไตรมาส 2 ออกมา แล้วทำให้เหล่านักวิเคราะห์มีการปรับคาดการณ์ผลประกอบการปีหน้าดีขึ้น

กอปรกับหน้าตาของคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะประกาศในเดือนนี้ ดูแล้วประทับใจนักลงทุน เราอาจจะไม่เห็นตลาดหุ้นลงมาถึง 1,450 จุดก็เป็นได้ เพราะว่านักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างก็มองข้ามช็อตไปถึงผลประกอบการปีหน้ากันแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย