
เออีซีดันเบี้ยประกันโตแตะ 6 แสนล้าน
สมาคมประกันวินาศภัย และคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
โดย...วารุณี อินวันนา
สมาคมประกันวินาศภัย และคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประเมินว่า หลังจากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นต้นไป ธุรกิจประกันวินาศภัยของไทยจะเดินหน้าแผนธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่ความแข็งแกร่งในอาเซียนได้ และเปิดโอกาสให้เบี้ยประกันภัยเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 4 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี นับจากเปิดเออีซี
อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า การเปิดเออีซีจะทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยของไทยมีเบี้ยรับที่เติบโตขึ้น โดยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เบี้ยรับรวมจะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มี 2.03 แสนล้านบาท หรือเบี้ยใหม่จะเพิ่มขึ้นถึง 4 แสนล้านบาท ทำให้กรมธรรม์มีจำนวนเพิ่มเป็น 160-200 ล้านฉบับ/ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 52 ล้านฉบับ
ทั้งนี้ ปี 2558 จะเป็นปีที่บริษัทประกันภัยเริ่มปรับปรุงตัวเอง และเริ่มแผนการเตรียมความพร้อม เพื่อรับกับการแข่งขันที่ไร้พรมแดนในเขตอาเซียน โดยเริ่มจาก
หนึ่ง การเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำ โดยบริษัทประกันภัยจะต้องเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำจาก 30 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการเปิดเออีซี จากนั้นในปี 2559-2560 จะต้องเพิ่มเงินกองทุนอีกปีละ 100 ล้านบาท หรือเป็น 300 ล้านบาทในปี 2560 และเพิ่มเป็น 500 ล้านบาทในสิ้นปี ส่วนบริษัทประกันสุขภาพต้องเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำเป็น 100 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพราะถือว่ามีการทำธุรกิจเดียว
ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจประกันภัยมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ จึงต้องยกระดับเงินกองทุนขั้นต่ำให้ทัดเทียมกับอาเซียน โดยไทยมีเงินกองทุนต่ำที่สุดในขณะนี้ หากไม่เพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำอาจทำให้บริษัทขนาดเล็กล้มได้ใน 1 ปี ถ้าขยายธุรกิจแบบไม่ระมัดระวัง โดยช่วง 7 ปีที่ผ่านมามีการสั่งปิดกิจการไปแล้ว 6 บริษัท
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทที่มีเงินกองทุนขั้นต่ำที่ 300 ล้านบาท มีประมาณ 20 บริษัท จาก 63 บริษัท บริษัทขนาดใหญ่มีประมาณ 10 บริษัท ส่วนบริษัทที่มีเงินกองทุนขนาดเล็กและทำธุรกิจในวงจำกัดมีประมาณ 10 แห่ง ที่เหลือเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติ จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่องเพิ่มทุน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มที่มีเงินกองทุนขนาดเล็กและทำธุรกิจในวงจำกัด ซึ่ง คปภ.เตรียมมาตรการรองรับเพื่อให้เพิ่มเงินกองทุนได้อย่างราบรื่น เช่น การควบรวมกิจการ การเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ และการเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนผ่านการออกตราสารทางการเงินด้อยสิทธิ
สำหรับการควบรวมกิจการ มีหลายบริษัทได้หารือกับพันธมิตรแล้วบางส่วน แต่ยังไม่มีการตกลง เพราะเกณฑ์การเพิ่มทุนยังไม่ออก คาดว่าผู้ประกอบการจะตัดสินใจได้เร็วขึ้นหลังจากมีการกำหนดเวลาที่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม การให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิม 25% เป็น 75% นั้น จะต้องแก้ไขกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลา แต่จะทำให้ธุรกิจประกันแข็งแกร่ง นอกจากนี้การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติเป็นไปตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (แกต)
สอง การออกกรมธรรม์ประกันภัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนการออกกรมธรรม์ การส่งมอบ การเก็บเบี้ย และการบันทึกข้อมูลของลูกค้าเข้าระบบ โดยลูกค้าจะได้รับกรมธรรม์ทันทีที่มีการตกลงซื้อขายประกันภัย จากเดิมที่ต้องรอ 7-10 วันถึงจะได้กรมธรรม์ และเมื่อเกิดเหตุสามารถจัดการสินไหมทดแทนได้ง่าย เพราะมีฐานข้อมูลอยู่ในระบบ สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
ขณะที่วิธีการออกกรมธรรม์แบบเก่าจะมีต้นทุนสูง และให้บริการล่าช้า เพราะคาดการณ์ว่าจะมีกรมธรรม์เพิ่มจาก 52 ล้านฉบับ/ปี เป็น 160-200 ล้านฉบับ/ปี ทำให้ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย รวมถึงการเคลมสินไหมทดแทน ทั้งนี้การเคลมสินไหมประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) มีหลายบริษัทที่เริ่มให้บริการเคลมสินไหมอัตโนมัติผ่านออนไลน์แล้ว
สิ่งที่จะพัฒนาต่อไป คือ การนำแอพพลิเคชั่นการเคลมสินไหมมาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถทำเรื่องเคลมประกันได้ทุกที่และตลอดเวลา
นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาช่องทางการขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอดีตที่ผ่านมายอดขายทั้งระบบมีประมาณ 68 ล้านบาท แต่ปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 880 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นถึง 1,000%
ขณะนี้ช่องทางการขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างออกกฎเกณฑ์มาควบคุมดูแลเพื่อให้เกิดการยอมรับและง่ายต่อการปฏิบัติ คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ในต้นปี 2558 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม เลขาฯ คปภ. ยืนยันว่าการเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนมากขึ้น และจะทำให้บริษัทประกันภัยถูกปิดน้อยลง







