
NFC กระเป๋าสตางค์แห่งอนาคต
การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ ถือว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบาย
การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ ถือว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายและเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ที่ต้องการจะทำธุรกรรมทั้งหลายได้อย่างรวดเร็วในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยเรื่องความปลอดภัยก็ยังคงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมาก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้หลายๆ ท่านคงได้ยินคำว่า Heart Bleed ที่ทำให้ผู้ใช้หลายๆ รายเกิดอาการขยาดจากการทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์ไปเลยก็ได้ เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยที่ทุกคนมองว่าปลอดภัย กลับถูกแฮ็กแบบเงียบๆ มาตั้งหลายปี โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนรู้มาก่อน
NFC ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันที่สามารถนำมาช่วยตอบโจทย์การทำธุรกรรมทางการเงินได้ โดยจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือแทนการจ่ายเงิน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูง เพียงแค่ใช้มือถือนำไปแตะเข้ากับเครื่องรับสัญญาณเท่านี้ก็สามารถที่จะนำมาทดแทนระบบจ่ายเงินแบบอัตโนมัติแบบต่างๆ ได้แล้ว โดยที่ NFC นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตของคนเมืองได้สักระยะใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งในหลายประเทศได้พัฒนาเทคโนโลยี NFC ให้สามารถทำธุรกรรมแทนการใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่จำเป็นจะต้องพกเงินสดหรือบัตรเครดิตอีกต่อไป อีกทั้งยังได้ร่วมกับห้างร้านต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยีนี้ร่วมกัน เห็นได้จากการใช้ NFC แทนบัตรวีซ่า หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อรายหนึ่งของประเทศไทยก็ได้ใช้เทคโนโลยีนี้แทนการพกเงินสด ซึ่งเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างชาญฉลาด และตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างดีทีเดียว
NFC ทำงานอย่างไร
เทคโนโลยี NFC จะอาศัยหลักการของการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าวิทยุ (Electromagnetic Radio Field) ที่ใช้หลักการง่ายๆ ในการบันทึกข้อมูลลงในมือถือที่มีเทคโนโลยี NFC ซึ่งในกรณีนี้จะถือว่าเป็นตัวส่งข้อมูล โดยจะมีการบันทึกข้อมูลในการระบุตัวตนว่ามือถือนี้เป็นใคร และเมื่อนำไปใช้ก็เพียงแค่ร้านค้าต่างๆ มีตัวรับ ซึ่งตัวรับข้อมูลก็จะทำการรับค่าจากมือถือที่ปล่อยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (RF) ลงมาบันทึก ซึ่งเครื่องอ่านข้อมูลก็จะรู้ได้ว่ามือถือนี้เป็นของใคร และนำข้อมูลนั้นเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ จากนั้นจะเช็กยอดเงินคงเหลือ และหลังจากนั้นก็จะตัดยอดเงินออกจากระบบฐานข้อมูลของแต่ละร้านค้า เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้เทคโนโลยี NFC ในการจ่ายเงินแทนเงินสดได้แล้ว
อีกตัวอย่างหนึ่งที่มักจะเห็นอยู่บ่อยครั้งในการใช้ NFC คือการส่งข้อมูลไปให้ยังมือถือ ซึ่งโรงหนังหลายๆ ที่ในโลกก็เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในการบอกข้อมูลของหนังที่จะเข้าฉาย เพียงแค่นำมือถือไปจ่อใกล้ๆ กับโปสเตอร์หนังที่หน้าโรงหนัง เพียงเท่านี้ข้อมูลต่างๆ ของหนัง เช่น การพรีวิวหนังเรื่องที่ต้องการดู หรือตัวอย่างหนังก็จะปรากฏในมือถือได้ทันที ซึ่งถ้าผู้ใช้งานต้องการจะดูหนังเรื่องนั้นๆ ก็กดสั่งซื้อได้จากมือถือ ณ ตอนนั้นเลยก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้จะถือว่ามือถือของเราจะเป็นตัวส่งข้อมูลการสั่งซื้อ ผ่านไปยังตัวรับนั่นเอง
คู่แข่งที่น่ากลัว และข้อดีของเทคโนโลยี NFC
Bluetooth และ RFID ถือว่าเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ NFC ก็ว่าได้ เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี NFC ยังมีข้อจำกัดใช้งานอยู่บ้างคือ การส่งผ่านข้อมูลของ NFC จากตัวส่งข้อมูลไปยังตัวรับข้อมูลทำได้ในระยะเพียง 410 เซนติเมตร ขณะที่คู่แข่งอย่าง Bluetooth ทำได้ 1020 เมตร และคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดอย่าง RFID บางชนิดทำได้สูงเป็นกิโลเมตร แต่ถึงกระนั้นเทคโนโลยี NFC ก็มีข้อดีอยู่เช่นเดียวกันซึ่งเนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องระยะทางนี่เองเป็นเหตุให้การใช้เทคโนโลยีส่วนข้อดี NFC เมื่อใช้ในสถานที่ที่มีผู้ใช้งานมากๆ ไม่ต้องกังวลการใช้ เนื่องจากการรบกวนของสัญญาณหรือการถูกดักจับข้อมูล เพราะเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งการส่งข้อมูลผ่าน NFC ก็ยังทำความเร็วได้สูงกว่า Bluetooth หลายเท่าตัว ดังนั้นความผิดพลาดการส่งข้อมูลก็น้อย
ทิศทางการใช้งานเทคโนโลยี NFC คาดจะมาแรง และเพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเห็นสัญญาณได้จากสถาบันทางการเงินต่างๆ เริ่มมีการลงทุนและศึกษาเทคโนโลยีนี้อย่างเอาจริงเอาจังกันมากมาย และต่อไปนี้เราก็คงไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าสตางค์กันให้ตุงกางเกงอีกต่อไป







