
ลงทุนหุ้นเหมือนฝากเงินของนิตา ตรีวีรานุวัฒน์
“นิตา ตรีวีรานุวัฒน์” หรือ “กี้” ทายาทของ “ประเสริฐ ตรีวีรานุวัฒน์” เจ้าของบริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป (TAKUNI) ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่อยากให้คุณพ่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หลังได้ไอเดียมาตอนไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการเงินที่ประเทศอังกฤษและการเรียนด้านการเงินยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่าง เพราะกลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเริ่มลงทุนในหุ้น จนถึงปัจจุบันผ่านมา 4 ปี เธอกลายเป็นนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนเพื่อเก็บเงินในระยะยาวเสมือนเป็นการฝากเงินอย่างชัดเจน
“นิตา ตรีวีรานุวัฒน์” หรือ “กี้” ทายาทของ “ประเสริฐ ตรีวีรานุวัฒน์” เจ้าของบริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป (TAKUNI) ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่อยากให้คุณพ่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หลังได้ไอเดียมาตอนไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านการเงินที่ประเทศอังกฤษและการเรียนด้านการเงินยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่าง เพราะกลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเริ่มลงทุนในหุ้น จนถึงปัจจุบันผ่านมา 4 ปี เธอกลายเป็นนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนเพื่อเก็บเงินในระยะยาวเสมือนเป็นการฝากเงินอย่างชัดเจน
เธอเล่าว่า หากย้อนไปวัยเรียน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย เมื่อแม่ให้เงินก้อนต่อปีใช้แล้วให้บริหารจัดการเองทั้งหมด ทั้งค่าหอพัก ค่าใช้จ่าย และค่าเทอม ทำให้เธอมีวินัยในการใช้จ่ายอย่างประหยัด จึงมีเงินเหลือฝากธนาคารพาณิชย์
แต่พอมาเรียนปริญญาโทการเงิน เพื่อนที่เรียนด้วยกันมีแต่คนพูดถึงเรื่องหุ้น และเห็นเขาลงทุนได้กำไรกันจึงสนใจและเริ่มทดลองเล่นเกมการลงทุนออนไลน์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อน โดยเลือกหุ้นตัวแรกจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยและรู้จักมากที่สุดคือ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และถือยาวไปได้ 3 เดือน พอร์ตออกมาก็กำไร จึงเริ่มมองว่ามันดีและเริ่มโทรมาบอกแม่ว่าลองไปซื้อหุ้น CPALL ลงทุนดู ดีนะมีแต่คนใช้บริการทุกวัน วันหนึ่งเข้ากันหลายครั้งด้วย สาขาก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเยอะ ถนนหนึ่งมี 3 สาขา และแม่เข้าไปที่ราคา 15.50 บาท ถือไปเรื่อย
พอปี 2551 เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ สถาบันการเงินเลห์แมน บราเธอร์ เริ่มประสบปัญหา บรรยากาศทั้งที่อังกฤษและไทยไม่ดีเลย หุ้นไทยตก เพื่อนๆ ต่างก็ไม่กล้าลงทุน บ้างถอนพอร์ตการลงทุน แต่สำหรับเธอมองว่าเป็นโอกาสและบอกให้แม่เข้าไปเก็บหุ้นเพิ่มเพราะราคาหุ้นลงมามาก จนถึงตอนนี้แม่ได้กำไร CPALL มาหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จึงขายทำกำไรหุ้นออกไป 50% ของพอร์ตบ้างในตัวที่ได้กำไรสูง และตอนนี้หุ้นบางตัวที่แม่จะได้คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่การตลาดส่วนใหญ่แม่ก็จะมาสอบถามเพื่อคอนเฟิร์มกับเธออีกว่าควรซื้อหรือไม่ หรือควรจะซื้อที่ราคาเท่าไร
สำหรับตัวเธอเริ่มลงทุนจริงจังเมื่อปี 2553 หรือ 4 ปีที่ผ่านมาและลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ต โดยส่วนใหญ่ก็ยังเน้นแนวทางการลงทุนแบบเดิมที่จะลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการบริโภค หรือหุ้นอะไรที่เป็นหนึ่งและสองในอุตสาหกรรม เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนการจ่ายปันผลมากกว่า 34% ส่วนเรื่องกำไรส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain) ไม่ได้มองเป็นปัจจัยหลัก เพียงแต่การจะเข้าไปซื้อหุ้นในแต่ละตัวเธอมีเป้าหมายหรือราคาในใจไว้เป็นหลัก โดยจะไม่ไขว้เขวไปตามราคาที่เพิ่งปรับลงแรงหรือตามเพื่อนบอก
ทั้งนี้ เพราะเคยเกิดกรณีที่เพื่อนมาบอกว่า บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) มีข้อมูลอินไซด์มาว่ากำลังจะไป ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าทำอะไรและซื้อตาม แรกๆ ราคาก็วิ่งจริง แต่หลังๆ มามันไม่ใช่ ตอนนั้นพอราคาปรับลงมาใกล้ที่เขาซื้อจึงรีบขายออก ซึ่งโชคดีที่เท่าทุน ไม่ได้ขาดทุนจากการเข้าแบบไม่รู้ตอนนั้น ดังนั้นจึงบอกกับตัวเองตลอดว่าจงเลือกหุ้นตามราคาที่เราทำการบ้านและประเมินมูลค่าเอาไว้
“การประเมินราคาหุ้นได้วิชามาจากที่เรียนการเงินที่อังกฤษ ทำให้ต้องคำนวณเพื่อหามูลค่าที่เหมาะสมของตัวเองไว้ และถือเป็นเรื่องโชคดีด้วยที่หุ้นไทยปรับขึ้นสูงมากในช่วงปี 2554-2555 ทำให้พอร์ตการลงทุนปัจจุบันมีการเติบโตเป็น 3 ล้านบาท และปัจจุบันสินทรัพย์การลงทุน 90% เป็นการลงทุนในหุ้น และ 10% ซื้อกองทุนที่เน้นการปันผลเป็นหลัก” เธอเล่า
สำหรับพอร์ตหุ้น 80% เป็นหุ้นที่คิดว่าถือได้ยาวและก็มีเงินปันผลเฉลี่ยต่อปีที่ 56% เพราะมองหุ้นเหมือนเงินฝากที่เราควรเก็บสะสมไปเรื่อยๆ เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) CPALL บริษัท ทีทีดับบลิว (TTW) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และหากราคาหล่นไปที่ราคาในใจก็จะสะสมเก็บไปเรื่อยๆ
ขณะที่อีก 20% จะไปลงทุนหุ้นที่อยู่แนวโน้มของอุตสาหกรรมจะมีการเติบโตในอนาคต แต่ระยะเวลาการถือส่วนใหญ่ประมาณ 6 เดือน1 ปี ซึ่งกลุ่มนี้หากตัวไหนมีกำไรได้ประมาณ 15% ก็จะพอและขายทำกำไรออกไป ซึ่งต้องมีวินัยกับตัวเองว่าได้กำไรตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้วก็พอ หรืออีกเป้าหมายหนึ่งคือพยายามให้ได้ผลตอบแทนต่อเดือนให้ได้ประมาณ 2 หมื่นบาท ซึ่งก็พยายามจะทำให้ได้ทุกเดือน และทุกวันตอนเย็นจะเปิดดูพอร์ตของตัวเองเพื่อจะดูว่าราคาหุ้นที่ตัวเองมองอยู่นั้นใกล้ถึงราคาเป้าหมาย เพราะถ้าใกล้ราคาเป้าหมายจะตั้งราคาซื้อไว้สำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น
ต้องถือว่า “นิตา” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่อายุเพียง 27 ปี ซึ่งการลงทุนอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนรุ่นนี้แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่น่าเอาอย่างคือ การมีวินัยการลงทุนและรู้จักสไตล์การลงทุนของตัวเองชัดเจน







