
บี้JASคืนหนี้หมื่นล.
4เจ้าหนี้แบงก์นอกร้องศาลแพ่ง18ส.ค.กองทุนโครงสร้างพื้นฐานลดขนาดส่อแท้ง
4เจ้าหนี้แบงก์นอกร้องศาลแพ่ง18ส.ค.กองทุนโครงสร้างพื้นฐานลดขนาดส่อแท้ง
JAS เจอปัญหารุมเร้า 4 แบงก์นอก จ่อยื่นศาลแพ่ง 18 ส.ค.นี้ ทวงหนี้ 1 หมื่นล้านบาท แผนตั้งกองทุนสะดุด
แหล่งข่าวจากวงการธนาคาร เปิดเผยว่า เจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างประเทศจำนวน 4 ราย ของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ทั้งจากยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น อยู่ระหว่างเตรียมการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งภายในวันที่ 18 ส.ค. 2557 เพื่อเรียกร้องให้ JAS กลับมาชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน 4 ราย ที่เข้าเงินปล่อยกู้ร่วมเป็นเงินต้นบวกดอกเบี้ยรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2556 ศาลฎีกามีคำสั่งพลิกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหน้านี้ ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ (แฮร์คัต) ที่ผ่านของ JAS ซึ่งดำเนินไปแล้วประมาณ 70% ของวงเงินกู้รวมของเจ้าหนี้ทุกรายทั้งในและต่างประเทศเป็นโมฆะ ส่งผลให้ JAS มีภาระต้องกลับมาชำระหนี้ประมาณ 45 หมื่นล้านบาท
“ตอนนี้กำลังแปลสัญญาปล่อยเงินกู้ร่วมจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเพื่อยื่นต่อศาลไทย ซึ่งต้องเร่งดำเนินการหลังศาลฎีกามีคำสั่งออกมาตามกฎหมายเจ้าหนี้เดิมต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี ซึ่งกำลังจะครบกำหนด” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับเจ้าหนี้สถาบันการเงินไทยตอนนี้กำลังตรวจสอบว่ามีใครบ้าง เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนโอนเจ้าของไปหลายรายต้องเร่งฟ้องก่อนที่จะครบกำหนดเวลาด้วย ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
แหล่งข่าวจากที่ปรึกษาทางการเงินจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) ของ JAS ว่า ปัจจุบันได้ปรับแผนลดขนาดมูลค่ากองทุนลงเหลือ 56 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หลังจากต้องนำสินทรัพย์ออกจากกองทุน 2 ชิ้นจากเดิมที่วางไว้ 3 ชิ้น จากปัญหาการบันทึกทางบัญชี
นอกจากนั้น การจัดตั้งกองทุนและเสนอขายหน่วยลงทุนไม่ทันแผนงานเดิมในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 หลังจากยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2557 เพราะจะต้องรอความชัดเจนในประเด็นกฎหมายหลังจากบริษัท ทีทีแอนด์ที (TT&T) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลทวงสิทธิในการจองหุ้นในอดีต ซึ่งปัจจุบันเป็นลูกของ JAS เจ้าของโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่กำลังจะขายเข้ากองทุน ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้น TT&T เดิมในอดีต และล่าสุดในเดือน ก.ค. 2557 TT&T ได้ร้องขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวด้วย
“ตอนนี้คงต้องรอความชัดเจนทางกฎหมายโดยเฉพาะในเดือน ส.ค.นี้ ว่าศาลจะสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ตามที่ TT&T ร้องหรือไม่ ซึ่งถ้าสั่งออกมากระบวนการตั้งกองทุนสะดุดแน่ แต่ถ้ายกคำร้องการตั้งกองทุนก็น่าเดินหน้าต่อได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ระบุว่า บริษัท พีซีแอล แพลนเนอร์ (ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ TT&T) ยื่นคำร้องฟ้องศาลแพ่ง บริษัทอคิวเมนท์ (บริษัทย่อยของ JAS) เพื่อสั่งให้อคิวเมนท์โอนหุ้นใน TTTBB (ถือโดยอคิวเมนท์ 99.2%) ให้กับผู้ถือหุ้นของ TT&T ตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยูที่ถูกทำขึ้นระหว่างอคิวเมนท์และ TT&T ในเดือน ก.ย. 2549 มูลค่าหุ้นรวม 868 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในเอ็มโอยูระบุว่า อคิวเมนท์ต้องนำ TTTBB เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และจัดสรรหุ้น TTTBB ที่ถือโดยอคิวเมนท์ให้ผู้ถือหุ้น TT&T ใน 3 ปี ซึ่ง TTTBB ได้ยื่นเอกสารต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอทำคำเสนอขายหุ้นแต่ ก.ล.ต.ปฏิเสธคำขอฯ โดยที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายและผู้บริหาร JAS เชื่อว่าจะไม่มีความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเอ็มโอยูหมดผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2551 ซึ่งเป็นวันที่ ก.ล.ต.ปฏิเสธคำขอเสนอขายหุ้น TTTBB
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ประเมินว่ามี 2 ประเด็นส่งผลเชิงลบต่อหุ้น JAS คือ กระแสเงินสด ในกรณีที่ศาลตัดสินเป็นบวกต่อบริษัท พีซีแอล แพลนเนอร์ JAS จะต้องจ่ายชดใช้ความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้น TT&T คาดผลกระทบเชิงลบคดีนี้ที่ 0.2 บาท/หุ้น และประเด็นที่สอง คือ การฟ้องร้องจะทำให้การตั้งกองทุนฯ JAS ล่าช้า ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลักและประเมินว่าการลดลงของราคาหุ้น JAS สะท้อนข่าวเชิงลบนี้แล้ว จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” JAS







