
เหลียวหน้า แลหลัง ดูประเด็นที่สำคัญจากผู้ดูแลเศรษฐกิจไทย
ในช่วงเวลารอยต่อของเศรษฐกิจไทยจากจุดที่เคยดิ่งลงเหว ทั้งจากปัญหาภายในและปัญหาการเมือง รวมไปถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย
ในช่วงเวลารอยต่อของเศรษฐกิจไทยจากจุดที่เคยดิ่งลงเหว ทั้งจากปัญหาภายในและปัญหาการเมือง รวมไปถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย
ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองแล้ว ได้กลับไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น มีการขยับในเรื่องของการลงทุน การขยายการลงทุนและเริ่มที่จะมีการวางแนวทางการเดินหน้าของเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างมีทิศทางแล้ว
สิ่งที่ผมอยากนำเสนอ คือ มุมมองในเรื่องความห่วงใยจากฝ่ายต่างๆ ที่ได้แสดงออกมาและเป็นประเด็นที่หลายๆ ท่านควรจะได้ลองนำมาพิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางการทำธุรกิจ กำหนดกิจกรรมที่จะปฏิบัติในช่วงที่เหลือของปี 2557 ต่อเนื่องไปยังปี 2558 ดังนี้นะครับ
1.ธนาคารแห่งประเทศไทย : ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้านั้น ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและภาคที่มิใช่อุตสาหกรรมต่างประเมินว่า ภาวะธุรกิจโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้นเทียบจากปัจจุบันโดยค่าดัชนีที่ระบุข้างต้นวิ่งอยู่เหนือระดับ 50 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดกัน 3 เดือน ความเชื่อมั่นในเกือบทุกองค์ประกอบโดยเฉพาะด้านการผลิต ผลประกอบการและการจ้างงานปรับดีขึ้นมากสะท้อนมุมมองที่ดีของผู้ประกอบการเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2557 ที่ต้องคิดและคำนึงให้มากอันเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่
หนึ่งการปรับราคาสินค้าทำได้ยาก
สองความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ
สามต้นทุนการผลิตสูง
สี่การแข่งขันที่รุนแรงจากตลาดในประเทศ และ
ห้าความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้เรื่องของการปรับราคาสินค้าทำได้ยากนั้นเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด เพราะเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจคลายความกังวลจากข้อจำกัดนี้ลงมาก
2.จากสมาคมธนาคารไทย : ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2557 จีดีพีไทยน่าจะเติบโตที่ระดับ 2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยน่าจะสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 4.2% และปีหน้าปี 2558 คาดว่า จีดีพีไทยควรจะขยายตัวเกิน 4%
สินเชื่อปีหน้าปี 2558 น่าจะขยายตัวได้มากกว่า 10% จากปัจจุบันที่เติบโตเพียงเล็กน้อยและคาดว่า 6 เดือนหลังของปี 2557 น่าจะเติบโต 56% ประเด็นสำคัญคือเรื่องสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจไทยจะเริ่มตึงตัว เพราะภาครัฐใช้เงินลงทุนมากขึ้น สหรัฐจะลดมาตรการคิวอีบวกกับมีแนวโน้มที่สหรัฐจะปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อดึงเงินกลับ มีแนวโน้มที่ว่าดอกเบี้ยของไทยปรับขึ้น ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ปี 2558 จะมีการลดความคุ้มครองเงินฝากจาก 50 ล้านบาท เป็น 25 ล้านบาท และท้ายที่สุดค่าเงินบาทปีหน้ามีแนวโน้มอ่อนค่า บวกกับจะมีความผันผวนมากกว่าในปีนี้แน่นอน และถ้าต้องการให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากความเหลื่อมล้ำและปัญหาความยากจนแล้วเศรษฐกิจก็ควรจะเติบโตอย่างน้อย 57% ต่อปี
3.จากกระทรวงการคลัง : ครึ่งปีแรกของปี 2557 จีดีพีไทยน่าจะติดลบ 0.4% และคาดว่าปี 2557 ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะโตในระดับ 4.3% ทำให้ทั้งปีรวมแล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 2% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิมในระดับ 2.6%
โดยมีเหตุปัจจัยสนับสนุนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและผู้ผลิตที่จะมีการลงทุนทั้งทางด้านการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพิ่มมากขึ้น
4.จากสำนักงบประมาณ : ระบุว่าหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจและบริหารงานประเทศ มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท และคาดว่าในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ 2557 จะสามารถเบิกจ่ายได้อีก 3.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้การเบิกจ่ายทั้งปีงบประมาณสูงกว่า 92% จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในระดับ 90% การเบิกจ่ายที่เพิ่มจะทำให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 สำนักงบประมาณได้เตรียมพร้อมให้มีการเบิกจ่ายตามที่ตั้งไว้ 2.575 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 จะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่น้อยกว่า 1.22 ล้านล้านบาท
5.จากสภาอุตสาหกรรม : มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะเติบโตได้ 22.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น กรณีเป็นนักลงทุนเดิมก็จะขยายการลงทุนต่อไป หากเป็นนักลงทุนรายใหม่คงจะรอดูความแน่นอนอีกนิด โดยคงจะดูเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่าจะมีหน้าตาประมาณไหน นโยบาย ทิศทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจะเป็นอย่างไร







