
เงินบาทปรับทิศอ่อนสวนทางเศรษฐกิจสหรัฐปรับดีขึ้น
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.1032.40 บาท/เหรียญสหรัฐ และน่าจะเปลี่ยนทิศทางมาอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าตามปัจจัยจากตลาดโลก เนื่องจากนักลงทุนเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม และน่าจะทำให้มีแรงขายสินทรัพย์อื่นๆ และหันกลับไปเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ สะท้อนจากการกลับมาแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยรวม
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.1032.40 บาท/เหรียญสหรัฐ และน่าจะเปลี่ยนทิศทางมาอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าตามปัจจัยจากตลาดโลก เนื่องจากนักลงทุนเห็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นของสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม และน่าจะทำให้มีแรงขายสินทรัพย์อื่นๆ และหันกลับไปเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐ สะท้อนจากการกลับมาแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยรวม
ดังนั้น ผู้นำเข้าอาจต้องระมัดระวังในช่วงนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทเหมือนในช่วงเดือนก่อนหน้าอาจจะเริ่มหมดไป หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นนี้
ในสัปดาห์นี้ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของจีน การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารยูโรโซน คำสั่งซื้อจากภาคโรงงานของสหรัฐ ดัชนีไอเอสเอ็ม (ISM) จากอุตสาหกรรมที่อยู่นอกเหนือภาคการผลิต
ส่วนสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 31.81 และปรับอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสัปดาห์ก่อนแข็งค่านำหน้าสกุลเงินในภูมิภาคไปมากจากปัจจัยดีในประเทศ ทั้งจากการรายงานตัวเลขส่งออกของกระทรวงพาณิชย์และรายงานเศรษฐกิจประจำเดือนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างไรก็ดีปัจจัยในประเทศถือว่าไม่ได้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินมากนัก
เนื่องจากนักลงทุนในตลาดติดตามและให้น้ำหนักกับปัจจัยจากสหรัฐ โดยเฉพาะการรายงานตัวเลขจีดีพี (GDP) สำหรับไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าคาดถึง 4% จากไตรมาสก่อนหน้า (เมื่อเทียบเป็นรายปี) ขณะที่การรายงานตัวเลขค่าจ้างสหรัฐ (Employment cost index) ออกมาปรับพุ่งขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อน ทำให้เห็นว่าสัญญาณด้านเงินเฟ้อผ่านค่าจ้างว่าเริ่มกลับมาแล้ว ซึ่งสะท้อนการกลับมาฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ
ดังนั้น นักลงทุนจึงเริ่มให้น้ำหนักน้อยว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงการผ่อนคลายนโยบายการเงินเช่นนี้เอาไว้เป็นเวลานาน ประกอบกับมีปัญหาทางการเมืองระหว่างรัสเซียและยูเครน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงมีอยู่ อาร์เจนตินาผิดนัดชำระหนี้ และความกังวลที่กลับมาอีกครั้งว่าธนาคารในโปรตุเกสที่เคยมีปัญหาต้องเพิ่มทุน ส่งผลมีแรงเทขายสินทรัพย์จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ค่อนข้างรุนแรงในปลายสัปดาห์ ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงเร็ว โดยในปลายสัปดาห์เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.24
สำหรับการเคลื่อนย้ายของเงินทุนไหลเข้าในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังกลับเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ โดยตลาดพันธบัตรมีการซื้อสุทธิ 1.83 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยเห็นแรงขายพอสมควรที่ 4,870 ล้านบาท
ด้านค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3430 อ่อนค่าที่สุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลว่าสหภาพยุโรปจะออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลให้ราคาพลังงานในยุโรปปรับเพิ่มขึ้น ทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ โดยเงินยูโรปิดตลาดที่ 1.3393
ขณะที่ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 101.74 ก่อนจะโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เนื่องจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยในรูปเงินเยนของนักลงทุนที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดีต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น และตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นว่าจะปรับตัวอย่างไร โดยปลายสัปดาห์ค่าเงินเยนปิดตลาดที่ระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ 102.75







