posttoday
ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ

ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ

03 สิงหาคม 2557

ถ้าไม่นับชีวิตการทำงานในช่วงแรกๆ (เพราะรายได้ในช่วงนี้ขอแค่ให้มีพอกินพอใช้ยังแทบแย่)

ถ้าไม่นับชีวิตการทำงานในช่วงแรกๆ (เพราะรายได้ในช่วงนี้ขอแค่ให้มีพอกินพอใช้ยังแทบแย่) แต่มาเริ่มต้นตั้งหลักกันที่อายุ 30 ปี ก็น่าจะบอกได้ว่า คนเราทำงาน 30 ปี เพื่อเลี้ยงชีวิต 60 ปี

นั่นหมายความว่า ในช่วงอายุ 30-60 ปี ที่เราทำงานหาเงินได้ นอกจากจะต้องใช้เลี้ยงชีวิตในปัจจุบันแล้ว ยังต้องเตรียมไว้สำหรับชีวิตอีก 30 ปี ในวัยเกษียณด้วย

แต่เราส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคิดถึงชีวิตในวัยเกษียณกันสักเท่าไร กว่าจะมานึกได้อีกทีก็ใกล้เวลาเต็มที

คงเป็นเพราะแบบนี้ ช่วงนี้ก็เลยมีแต่คนเป็นห่วงคนไทยวัยเกษียณ รวมทั้งในงานสัมมนา SEC Working Papers Forum ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นเจ้าภาพ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

งานนี้มีคณาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มานำเสนอผลวิจัยเกี่ยวกับการออมให้พอเพียงสำหรับการเกษียณอายุ

ผลการวิจัยก็ได้คำตอบว่า ถ้าจะให้มีเงินออมเพียงพอสำหรับการเกษียณก็ต้อง “ออมเร็ว ออมมาก และออมแบบลงทุน”

แต่ประเด็นที่มีการตั้งคำถามทิ้งท้ายเอาไว้ในงานวันนั้น คือ แล้วต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะพอใช้ในวัยเกษียณ

ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ

 

- ค่าใช้จ่าย คือ คำตอบ

พรอนงค์ บุษราตระกูล อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้นำเสนองานวิจัย บอกว่า ธนาคารโลกกำหนดระดับค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับวัยเกษียณเอาไว้ที่ 60% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ (โดยทั่วไปจะใช้ตัวเลข 70%)

“แต่จากการสำรวจเมื่อปี 2554 ข้าราชการไทย บอกว่า ต้องมีรายได้ไว้ใช้จ่ายประมาณ 80% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณถึงจะพอใจ และเมื่อถามว่า พอใจฐานะการเงินหลังเกษียณของตัวเองหรือไม่ มีข้าราชการประมาณ 40% บอกว่า ยังไม่พอใจ” พรอนงค์ กล่าว

ขนาดข้าราชการที่มีเงินบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาลยังไม่พอใจในชีวิตหลังเกษียณ แล้วคนธรรมดาๆ จะเป็นอย่างไร

เพราะถ้าอ้างอิงจากการวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40-60 ปี ที่ บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า คนส่วนใหญ่จะ “ไม่ได้เกษียณสุข”

ขณะที่ เอกชัย จงวิศาล ประธานเจ้าที่บริหาร สมาคมบริษัทจัดการลงทุน เสนอว่า ประเทศไทยน่าจะมีตัวเลขกลมๆ หรือหลักการง่ายๆ หรือ Rule of Thumb เพื่อให้คนไทยใช้วัดว่า ควรจะมีเงินมากแค่ไหน ถึงจะสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข

เหมือนกับสิงคโปร์ที่บอกไว้เลยว่า ถ้าวันนี้คนสิงคโปร์อยากจะเกษียณสุขต้องมีเงินในวันเกษียณไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนเหรียญสิงคโปร์

ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ

 

- ตัวเลขสำหรับทุกคน?

แม้ว่าเราจะมี Rule of Thumb ที่เป็นหลักสากล แต่พรอนงค์ยืนยันว่า “ตัวเลขตัวเดียวใช้กับทุกคนไม่ได้” ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะ “จำนวนเงินที่เพียงพอ” สำหรับชีวิตวัยเกษียณมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

และดูเหมือนว่า ตัวเลข 70 ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณก็อาจจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะถ้าดูจากข้อมูลของบริษัทด้านการเงินการลงทุนในสหรัฐ อย่าง Fidelity Investment ซึ่งสรุปว่า แม้ว่ารายจ่ายที่เกี่ยวกับสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้นในวัยเกษียณ แต่โดยทั่วไปแล้วคนวัยเกษียณในสหรัฐจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 83% ของรายจ่ายในช่วงสุดท้ายของวัยทำงาน

แต่นั่นยังไม่ใช่ตัวเลขสำหรับทุกคนเช่นกัน เพราะ Fidelity Investment ยังพบอีกว่า คนที่เคยมีรายได้ก่อนเกษียณไม่มากนัก จะใช้เงินในช่วงวัยเกษียณเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าคนที่มีรายได้สูง

ทั้งนี้ Fidelity Investment แบ่งกลุ่มคนตามฐานรายได้ต่อปีออกเป็น 4 กลุ่ม และประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเทียบกับก่อนเกษียณของคนแต่ละกลุ่มไว้ ดังนี้

รายได้น้อย จะมีค่าใช้จ่าย 95%

รายได้ปานกลาง จะมีค่าใช้จ่าย 85%

รายได้สูง จะมีค่าใช้จ่าย 77%

รายได้สูงมาก จะมีค่าใช้จ่าย 71%

แต่นี่ก็ยังไม่ใช่บทสรุปสำหรับทุกคน เพราะเมื่อนำปัจจัยเรื่องสุขภาพและการท่องเที่ยวพักผ่อนหลังเกษียณเข้ามาด้วย จะทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเปลี่ยนไปอีก

แต่ถ้าวันนี้เรายังอยู่ห่างจากวัยเกษียณมากๆ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราควรจะเตรียมเงินไว้มากแค่ไหนถึงจะเพียงพอ... เรื่องนี้ไม่ยาก เริ่มจาก

ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ

 

ขั้นที่ 1 มองหา “ไอดอลวัยชรา” หรือการเกษียณในแบบที่เราอยากเป็น แล้วถามเขาว่า ชีวิตวัยเกษียณในแบบที่เขาเป็นอยู่ เขาใช้เงินปีละเท่าไร

ขั้นที่ 2 แต่เรายังไม่ได้เกษียณวันนี้ เพราะฉะนั้นต้องคิดถึงเงินเฟ้อ หรือราคาข้าวของในอนาคตไว้ด้วย โดยในต่างประเทศมีสูตรคำนวณง่ายๆ เพียงแค่นำตัวเลขพวกนี้ไปคูณกับจำนวนเงินที่เราหาได้จากขั้นตอนแรก เพื่อดูว่า ค่าใช้จ่ายต่อปีในวันนี้จะเท่ากับเท่าไรในวันที่เราเกษียณ

ถ้าจะเกษียณในอีก 10 คูณด้วย 1.48

ถ้าจะเกษียณในอีก 15 คูณด้วย 1.8

ถ้าจะเกษียณในอีก 20 คูณด้วย 2.19

ถ้าจะเกษียณในอีก 25 คูณด้วย 2.67

ขั้นที่ 3 ถ้าเราไม่ได้มีสวัสดิการ ไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญ ไม่มีเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และตั้งใจจะใช้เฉพาะดอกผลที่งอกเงยจากเงินก้อนนี้ (เงินต้นที่เหลือ ยกให้เป็นมรดกลูกหลาน หรือถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน แบ่งเอาเงินต้นมาใช้ก็ไม่มีปัญหา)

ก็เพียงแค่นำตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อปีที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาคูณด้วย 25-33 ก็จะได้จำนวนเงินที่เราควรมีในวันเกษียณ แต่จะมี 25 หรือ 33 เท่าของรายจ่ายต่อปี ก็ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่เรามีอยู่จะสามารถสร้างผลตอบแทน (หลังจากหักเงินเฟ้อแล้ว) ได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าหวังผลตอบแทน 4% ต้องมี 33 เท่า

ถ้าหวังผลตอบแทน 4% ต้องมี 25 เท่า

แต่ถ้าหวังว่าเงินจำนวนนี้จะได้ผลตอบแทนถึง 5% ก็มีเพียง 20 เท่าก็น่าจะพอ

ตัวอย่างเช่น เรารู้แล้วว่าชีวิตสุขสบายหลังเกษียณตอนนี้ ใช้แค่เดือนละ 2 หมื่นบาท หรือปีละ 2.4 แสนบาท โดยที่เรายังมีเวลาทำงานอีก 25 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราเกษียณ เราจะต้องใช้เงินปีละ 6.4 แสนบาท (ถึงจะได้คุณภาพชีวิตแบบเดียวกับ 2.4 แสนบาท ในวันนี้)

และถ้าเราคาดว่า หลังจากเกษียณเราจะสามารถทำให้เงินงอกเงยได้ปีละ 5% สบายๆ เราก็ต้องมีเงินในวันเกษียณเท่ากับ 13 ล้านบาท แต่ถ้าหวังแค่ 4% ก็ต้องเพิ่มเงินเป็น 16 ล้านบาท เท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ