
ต้องมีมากแค่ไหนให้พอใช้วัยเกษียณ
ถ้าไม่นับชีวิตการทำงานในช่วงแรกๆ (เพราะรายได้ในช่วงนี้ขอแค่ให้มีพอกินพอใช้ยังแทบแย่)
ถ้าไม่นับชีวิตการทำงานในช่วงแรกๆ (เพราะรายได้ในช่วงนี้ขอแค่ให้มีพอกินพอใช้ยังแทบแย่) แต่มาเริ่มต้นตั้งหลักกันที่อายุ 30 ปี ก็น่าจะบอกได้ว่า คนเราทำงาน 30 ปี เพื่อเลี้ยงชีวิต 60 ปี
นั่นหมายความว่า ในช่วงอายุ 30-60 ปี ที่เราทำงานหาเงินได้ นอกจากจะต้องใช้เลี้ยงชีวิตในปัจจุบันแล้ว ยังต้องเตรียมไว้สำหรับชีวิตอีก 30 ปี ในวัยเกษียณด้วย
แต่เราส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคิดถึงชีวิตในวัยเกษียณกันสักเท่าไร กว่าจะมานึกได้อีกทีก็ใกล้เวลาเต็มที
คงเป็นเพราะแบบนี้ ช่วงนี้ก็เลยมีแต่คนเป็นห่วงคนไทยวัยเกษียณ รวมทั้งในงานสัมมนา SEC Working Papers Forum ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นเจ้าภาพ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
งานนี้มีคณาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มานำเสนอผลวิจัยเกี่ยวกับการออมให้พอเพียงสำหรับการเกษียณอายุ
ผลการวิจัยก็ได้คำตอบว่า ถ้าจะให้มีเงินออมเพียงพอสำหรับการเกษียณก็ต้อง “ออมเร็ว ออมมาก และออมแบบลงทุน”
แต่ประเด็นที่มีการตั้งคำถามทิ้งท้ายเอาไว้ในงานวันนั้น คือ แล้วต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะพอใช้ในวัยเกษียณ
- ค่าใช้จ่าย คือ คำตอบ
พรอนงค์ บุษราตระกูล อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้นำเสนองานวิจัย บอกว่า ธนาคารโลกกำหนดระดับค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับวัยเกษียณเอาไว้ที่ 60% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ (โดยทั่วไปจะใช้ตัวเลข 70%)
“แต่จากการสำรวจเมื่อปี 2554 ข้าราชการไทย บอกว่า ต้องมีรายได้ไว้ใช้จ่ายประมาณ 80% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณถึงจะพอใจ และเมื่อถามว่า พอใจฐานะการเงินหลังเกษียณของตัวเองหรือไม่ มีข้าราชการประมาณ 40% บอกว่า ยังไม่พอใจ” พรอนงค์ กล่าว
ขนาดข้าราชการที่มีเงินบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาลยังไม่พอใจในชีวิตหลังเกษียณ แล้วคนธรรมดาๆ จะเป็นอย่างไร
เพราะถ้าอ้างอิงจากการวิจัยเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของกลุ่มแรงงานในระบบ ช่วงอายุ 40-60 ปี ที่ บุญเลิศ จิตรมณีโรจน์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า คนส่วนใหญ่จะ “ไม่ได้เกษียณสุข”
ขณะที่ เอกชัย จงวิศาล ประธานเจ้าที่บริหาร สมาคมบริษัทจัดการลงทุน เสนอว่า ประเทศไทยน่าจะมีตัวเลขกลมๆ หรือหลักการง่ายๆ หรือ Rule of Thumb เพื่อให้คนไทยใช้วัดว่า ควรจะมีเงินมากแค่ไหน ถึงจะสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข
เหมือนกับสิงคโปร์ที่บอกไว้เลยว่า ถ้าวันนี้คนสิงคโปร์อยากจะเกษียณสุขต้องมีเงินในวันเกษียณไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนเหรียญสิงคโปร์
- ตัวเลขสำหรับทุกคน?
แม้ว่าเราจะมี Rule of Thumb ที่เป็นหลักสากล แต่พรอนงค์ยืนยันว่า “ตัวเลขตัวเดียวใช้กับทุกคนไม่ได้” ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะ “จำนวนเงินที่เพียงพอ” สำหรับชีวิตวัยเกษียณมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
และดูเหมือนว่า ตัวเลข 70 ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณก็อาจจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะถ้าดูจากข้อมูลของบริษัทด้านการเงินการลงทุนในสหรัฐ อย่าง Fidelity Investment ซึ่งสรุปว่า แม้ว่ารายจ่ายที่เกี่ยวกับสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้นในวัยเกษียณ แต่โดยทั่วไปแล้วคนวัยเกษียณในสหรัฐจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 83% ของรายจ่ายในช่วงสุดท้ายของวัยทำงาน
แต่นั่นยังไม่ใช่ตัวเลขสำหรับทุกคนเช่นกัน เพราะ Fidelity Investment ยังพบอีกว่า คนที่เคยมีรายได้ก่อนเกษียณไม่มากนัก จะใช้เงินในช่วงวัยเกษียณเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าคนที่มีรายได้สูง
ทั้งนี้ Fidelity Investment แบ่งกลุ่มคนตามฐานรายได้ต่อปีออกเป็น 4 กลุ่ม และประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเทียบกับก่อนเกษียณของคนแต่ละกลุ่มไว้ ดังนี้
รายได้น้อย จะมีค่าใช้จ่าย 95%
รายได้ปานกลาง จะมีค่าใช้จ่าย 85%
รายได้สูง จะมีค่าใช้จ่าย 77%
รายได้สูงมาก จะมีค่าใช้จ่าย 71%
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่บทสรุปสำหรับทุกคน เพราะเมื่อนำปัจจัยเรื่องสุขภาพและการท่องเที่ยวพักผ่อนหลังเกษียณเข้ามาด้วย จะทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเปลี่ยนไปอีก
แต่ถ้าวันนี้เรายังอยู่ห่างจากวัยเกษียณมากๆ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราควรจะเตรียมเงินไว้มากแค่ไหนถึงจะเพียงพอ... เรื่องนี้ไม่ยาก เริ่มจาก
ขั้นที่ 1 มองหา “ไอดอลวัยชรา” หรือการเกษียณในแบบที่เราอยากเป็น แล้วถามเขาว่า ชีวิตวัยเกษียณในแบบที่เขาเป็นอยู่ เขาใช้เงินปีละเท่าไร
ขั้นที่ 2 แต่เรายังไม่ได้เกษียณวันนี้ เพราะฉะนั้นต้องคิดถึงเงินเฟ้อ หรือราคาข้าวของในอนาคตไว้ด้วย โดยในต่างประเทศมีสูตรคำนวณง่ายๆ เพียงแค่นำตัวเลขพวกนี้ไปคูณกับจำนวนเงินที่เราหาได้จากขั้นตอนแรก เพื่อดูว่า ค่าใช้จ่ายต่อปีในวันนี้จะเท่ากับเท่าไรในวันที่เราเกษียณ
ถ้าจะเกษียณในอีก 10 คูณด้วย 1.48
ถ้าจะเกษียณในอีก 15 คูณด้วย 1.8
ถ้าจะเกษียณในอีก 20 คูณด้วย 2.19
ถ้าจะเกษียณในอีก 25 คูณด้วย 2.67
ขั้นที่ 3 ถ้าเราไม่ได้มีสวัสดิการ ไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญ ไม่มีเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และตั้งใจจะใช้เฉพาะดอกผลที่งอกเงยจากเงินก้อนนี้ (เงินต้นที่เหลือ ยกให้เป็นมรดกลูกหลาน หรือถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน แบ่งเอาเงินต้นมาใช้ก็ไม่มีปัญหา)
ก็เพียงแค่นำตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อปีที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาคูณด้วย 25-33 ก็จะได้จำนวนเงินที่เราควรมีในวันเกษียณ แต่จะมี 25 หรือ 33 เท่าของรายจ่ายต่อปี ก็ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่เรามีอยู่จะสามารถสร้างผลตอบแทน (หลังจากหักเงินเฟ้อแล้ว) ได้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าหวังผลตอบแทน 4% ต้องมี 33 เท่า
ถ้าหวังผลตอบแทน 4% ต้องมี 25 เท่า
แต่ถ้าหวังว่าเงินจำนวนนี้จะได้ผลตอบแทนถึง 5% ก็มีเพียง 20 เท่าก็น่าจะพอ
ตัวอย่างเช่น เรารู้แล้วว่าชีวิตสุขสบายหลังเกษียณตอนนี้ ใช้แค่เดือนละ 2 หมื่นบาท หรือปีละ 2.4 แสนบาท โดยที่เรายังมีเวลาทำงานอีก 25 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราเกษียณ เราจะต้องใช้เงินปีละ 6.4 แสนบาท (ถึงจะได้คุณภาพชีวิตแบบเดียวกับ 2.4 แสนบาท ในวันนี้)
และถ้าเราคาดว่า หลังจากเกษียณเราจะสามารถทำให้เงินงอกเงยได้ปีละ 5% สบายๆ เราก็ต้องมีเงินในวันเกษียณเท่ากับ 13 ล้านบาท แต่ถ้าหวังแค่ 4% ก็ต้องเพิ่มเงินเป็น 16 ล้านบาท เท่านั้นเอง







