
อย่ารีรอ
ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ยกเลิกการดำเนินงานของกองทุนต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ในปี 2557 วงเงินรวม 9,925 ล้านบาท ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาเมือง วงเงิน 1,225 ล้านบาท โดยในส่วนของกองทุนเอสเอ็มแอลและกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการฯ นั้น ให้นำเงินไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แทน
ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ยกเลิกการดำเนินงานของกองทุนต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ในปี 2557 วงเงินรวม 9,925 ล้านบาท ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาเมือง วงเงิน 1,225 ล้านบาท โดยในส่วนของกองทุนเอสเอ็มแอลและกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการฯ นั้น ให้นำเงินไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แทน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้สั่งให้ชะลอการจัดสรรงบประมาณปี 2557 ในส่วนของกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จำนวน 596 ล้านบาท ไว้ก่อน และให้โยกย้ายเงินให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแทน ขณะที่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีให้ย้ายไปอยู่ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และให้กระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาว่าจะดำเนินงานต่อหรือยุบไปรวมกับภารกิจของกรมพัฒนาชุมชน เช่นเดียวกับสภาเกษตรกรแห่งชาติที่โยนกลับไปที่กระทรวงเกษตรฯ โดยให้เสนอข้อสรุปมาให้ คสช.เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เป็นรูปธรรมของ คสช.ในการดำเนินการกับกองทุนต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น ที่มีคำถามมาตลอดว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมือง แต่ไม่เห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา
อีกทั้งการโยกเงินในส่วนนี้ให้ไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และให้ สสว.จะเกิดประโยชน์มากกว่า สอดรับกับนโยบายของ คสช.ในการเข้ามาดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ ขณะนี้เหลือเพียงแต่ละหน่วยงานจะนำนโยบาย รวมถึงการนำงบประมาณไปบริหารอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในส่วนเอสเอ็มอีต้องเร่งเครื่องมากกว่านี้ โดยเฉพาะในภาคปฏิบัติ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ให้หลัก โดยเฉพาะเรื่องการใช้เงินในกองทุนต่างๆ จะต้องให้คำนึงถึงความคุ้มค่า เกิดประโยชน์ และยังต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชนในระดับรากหญ้า
แม้ว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการปฏิรูปใหม่ แต่บางเรื่องหากหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการได้ก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการซึ่งกำลังเผชิญมรสุมเฉพาะหน้าอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องทำ เพราะฝั่งนโยบายชัดเจนแล้ว หน่วยงานปฏิบัติก็ต้องดำเนินการทันที
ส่วนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ดำเนินงานต่อไป เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขณะเดียวกันจากผลการประเมิน ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนมา 14 ปีพบว่า กองทุนกว่า 3040% มีศักยภาพและดำเนินการได้ในระดับดีขณะที่กองทุนฯ อีก 5060% อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกองทุนที่มีปัญหา ต้องติดตามแก้ไปมีไม่เกิน 10% ซึ่งจากรายงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย พบว่ากองทุนมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่เกิน 10% เท่านั้น
สำหรับสถานะกองทุนหมู่บ้านฯณ วันที่ 23 มิ.ย.57 ก่อนปีงบประมาณ 47 มีงบประมาณสะสมคงเหลือรวม 26,54 3ล้านบาท แยกเป็น งบบริหารจัดการ 806 ล้านบาทโครงการเพิ่มทุนกองทุนฯ 25,737 ล้านบาท,ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณบริหารจัดการกองทุนฯ 307 ล้านบาท และสุดท้ายเป็นเงินกองทุนสะสมคงเหลือทั้งสิ้น 34,183 ล้านบาท
ส่วนโครงการพัฒนาเมืองข้อมูลล่าสุด ในปีงบประมาณ5557 มีงบประมาณคงเหลือ 966 ล้านบาทปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรจำนวน 1,900 ล้านบาทแยกเป็น การสนับสนุนงบประมาณให้กับผู้เสนอโครงการ 1,488 ล้านบาทงบบริหารโครงการ 412 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เสนอขอรับการจัดสรรเงินรวม 1,067 โครงกา รวงเงิน 1,628 ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 41 โครงการ วงเงิน 67ล้านบาท คงเหลือโครงการที่รอการพิจารณา 1,026 โครงการ วงเงิน 1,560 ล้านบาท
กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ ล่าสุดในปีงบประมาณ 57ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 80 ล้านบาท สนับสนุนอาชีพ และการประกอบการ 320 ล้านบาท และเงินอุดหนุนกลุ่มผู้ประกอบการ 2,600 ล้านบาท, กองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยก่อนปีงบประมาณ 57 มีงบประมาณสะสมคงเหลือ 44 ล้านบาท ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 596 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 9 ล้านบาท และเงินอุดหนุนผู้ประกอบการ 500 ล้านบาทโดยมีเงินกองทุนสะสมคงเหลือ 641 ล้านบาท
กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีก่อนปีงบประมาณ 57 มีงบประมาณสะสมคงเหลือ 417 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 39 ล้านบาท และดำเนินภารกิจยุทธศาสตร์ 378 ล้านบาท ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2,031 ล้านบาท แบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 231 ล้านบาท และดำเนินภารกิจยุทธศาสตร์ 350 ล้านบาท และจัดสรรให้จังหวัดและกรุงเทพฯ 1,450 ล้านบาท และเงินกองทุนสะสมคงเหลือ 2,411 ล้านบาท สุดท้ายเป็นสภาเกษตรกรปีงบประมาณ 56 มีงบประมาณคงเหลือ 101 ล้านบาทปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 488 ล้านบาท







