
"ดราม่า" การตลาดบนโลกออนไลน์
สังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรื่องดราม่าในโลกออนไลน์เยอะขึ้นเรื่อยๆ บางวันมีมากกว่าหนึ่งดราม่าให้เราติดตาม ประหนึ่งเหมือนได้ยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบถูกลิขสิทธิ์ ถึงกับมีการตั้งเพจ Dramaaddict เอาไว้ให้คนได้ติดตามเรื่องดราม่า โดยมีคนตามแล้วมากกว่า 4 แสนคน ซึ่งดราม่าบางเรื่องโด่งดังถึงขนาดมีคนพูดถึงเยอะจนได้ออกข่าวในทีวีก็มีหลายกรณี อย่างเช่นเรื่องโค้ชเชกับก้อย และบิลค่าเพชรคุกกี้รัน เป็นต้น
สังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรื่องดราม่าในโลกออนไลน์เยอะขึ้นเรื่อยๆ บางวันมีมากกว่าหนึ่งดราม่าให้เราติดตาม ประหนึ่งเหมือนได้ยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบถูกลิขสิทธิ์ ถึงกับมีการตั้งเพจ Dramaaddict เอาไว้ให้คนได้ติดตามเรื่องดราม่า โดยมีคนตามแล้วมากกว่า 4 แสนคน ซึ่งดราม่าบางเรื่องโด่งดังถึงขนาดมีคนพูดถึงเยอะจนได้ออกข่าวในทีวีก็มีหลายกรณี อย่างเช่นเรื่องโค้ชเชกับก้อย และบิลค่าเพชรคุกกี้รัน เป็นต้น
ถ้าถามว่าเรื่องดราม่าถูกแชร์มาจากที่ไหนบ้าง หลักๆ เกิดมาจากตระกูลโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และที่ขาดไม่ได้คือ กระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะพันทิป ซึ่งน่าจะเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวต่างๆ เพราะไม่ว่าอยากรู้อะไรก็เสิร์ชชื่อเรื่องแล้วตามด้วยคำว่า Pantip โดยเฉพาะข่าวดารา ไม่ว่าจะเป็นข่าวพระเอกหน้าหวาน หรือเจนี่ 911 ซึ่งนักสืบ Pantip เล่าละเอียดยิ่งกว่าหนังสือกอสซิปดาราเป็นไหนๆ
แม้แต่เรื่องสัพเพเหระต่างๆ ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ความรัก การเรียน หรือแม้แต่ครอบครัว ก็มักจะมีคนมาตั้งกระทู้ถาม แล้วก็มักจะได้คำตอบจากกูรูเสมอ (ทั้งที่รู้จริงและไม่จริง) บางคนถึงกับให้กูรูช่วยตัดสินใจอนาคตให้เลย อย่างคำถามที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ เวลาจบกระทู้ “พี่คะ หนูควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีคะ?”
แล้วชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กให้ความน่าเชื่อถือจากเรื่องราวดราม่าต่างๆ มีมากหรือน้อยขนาดไหนนั้น เราสามารถพิจารณาจากแหล่งข้อมูลที่ชื่อว่า Wave 7 ของยูเอ็ม มีเดียเอเยนซี ในเครือไอพีจี มีเดียแบรนด์ส ที่ได้มีการทำรีเสิร์ชเก็บข้อมูลจากผู้ที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในประเทศไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และหรือแม้แต่คนทั่วโลก โดยถามคำถามว่าคุณเชื่อถือข้อมูลบนโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มาจากเพื่อนหรือมาจากคนไม่รู้จักมากกว่ากัน คำตอบที่ได้รับคือ พอๆ กัน ซึ่งถ้าดูตัวเลขจากแผนผังที่โชว์ด้านล่างจริงๆ เราเชื่อคนที่เราไม่รู้จักมากกว่าด้วยซ้ำ...ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องดราม่าเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกวัน
นักการตลาดบางคนเล็งเห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนบนโลกออนไลน์ จึงได้เลือกวิธีการโฆษณาสินค้าหรือแคมเปญของตัวเองผ่านเรื่องดราม่า หรือภาษาคนออนไลน์เรียกการโฆษณารูปแบบนี้ว่าการทำ Seeding ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่นิยม และมีบริษัทที่รับทำ Seeding แบบนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการสร้างเรื่องส่วนใหญ่จะทำให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่มาจากผู้บริโภคจริงๆ ทำให้เวลาอ่านจะแยกแยะได้ลำบากว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโฆษณา
เพราะกฎในการทำ Seeding ให้ดีให้มีคนแชร์ต่อมากๆ คือ ต้องเนียน แล้วข้อดีของการทำ Seeding คือ ทำดีจะได้ใจจากผู้บริโภค แล้วยังแอบอธิบายข้อมูลของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แบบละเอียดได้อีก ซึ่งนักการตลาดบางคนก็เลือกใช้วิธีนี้ปรับความคิดในแง่ลบที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ฝ่าวิกฤตให้จบลงได้อย่างสวยงาม แต่หากทำได้ไม่เนียนก็อาจมีกระแสในแง่ลบต่อต้านแบรนด์ไปแทน ส่วนข้อเสียของการ Seeding คือ มาไวไปไว เพราะมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้นักการตลาดคำนึงถึงให้มากๆ ก็คือ ผู้บริโภค ดังนั้น Seeding ที่ถูกป้อนออกไป จึงไม่ควรสร้างความรู้หรือค่านิยมที่ผิดๆ รวมไปถึงอย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค เพราะหากผู้บริโภครู้เท่าทันแล้วผลร้ายจะตกอยู่กับแบรนด์ชนิดกู่ไม่กลับกันเลยทีเดียว







