
กระทุ้งรัฐใช้ภาษีบาปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วถึง
ปลายสัปดาห์ที่ประชุมนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.)
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
ปลายสัปดาห์ที่ประชุมนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เห็นชอบปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 เสนอนำเงินภาษีจากสุราและยาสูบ หรือที่เรียกว่า ภาษีบาป 2% ของเงินที่จัดเก็บได้ทั้งปี คิดเป็น 3,000-4,000 ล้านบาท/ปี มาตั้งกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกำหนดเขตพัฒนาการท่องเที่ยว (คลัสเตอร์) นำร่อง 5 กลุ่ม เพื่อทำแผนตลาดแต่ละพื้นที่ได้ดีขึ้น เมื่อเอกชนทราบนโยบายต่างขานรับ แต่ก็อดห่วงไม่ได้
กงกฤช หิรัญกิจ ประธานกรรมการ โรงแรมสีมาธานี นครราชสีมา และบาราลี บีช รีสอร์ท เกาะช้าง เปิดเผยว่า หลักการนำภาษีบาปมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดี สะท้อนว่ารัฐใส่ใจพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หลัง 20 ปีที่ผ่านมามีนโยบายแต่ขาดการปฏิบัติเป็นรูปธรรม และการจัดคลัสเตอร์นำร่อง 5 กลุ่ม สะท้อนให้เห็นการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม อยากเห็นความชัดเจนของแผน นำเงินกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปใช้ เพราะจากที่เคยเห็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีจุดด้อยเรื่องกำกับดูแลการใช้เงินไม่มีกรอบการใช้ชัดเจน หากมีกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ควรให้ความสำคัญการบริหารจัดการ มีข้อผูกมัดชัดเจนนำเงินไปใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามนโยบายที่วางไว้ นอกจากนี้ต้องแบ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว 2 ประเภท คือ ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวแออัด เสื่อมโทรม โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอันดามัน และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเกิดใหม่ เช่น ชายทะเลฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานกรรมการอาวุโส เครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมอมารี โอโซ และชามา กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงคือ วิธีกระจายเม็ดเงินภาษีบาปไปใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่ ต้องกระจายอย่างยุติธรรมและทั่วถึง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกรณีนำเงินมาใช้ในรูปแบบตั้งกองทุน หากเป็นไปได้อยากเห็นการนำภาษีที่จัดเก็บอยู่แล้วจากโรงแรม รีสอร์ท แต่ละท้องถิ่น แบ่งกลับคืนมาเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่นั้นเอง จะสมเหตุสมผล เพราะเมื่อโรงแรมมีรายได้จากพื้นที่นั้น ก็ควรนำภาษีที่เก็บได้ใช้พัฒนา ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวตอบแทน
ทั้งนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอยู่แล้วอันดับต้นๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ เพราะมีความพร้อมด้านคมนาคมอยู่แล้ว เมื่อฟื้นฟูจะเกิดประโยชน์ทันทีกับในพื้นที่ ส่วนพื้นที่ท่องเที่ยวที่ยังมีปัญหาระบบคมนาคมขนส่ง มีข้อจำกัดการเดินทาง ไม่มีสนามบิน ควรไปให้ความสำคัญการพัฒนาโครงสร้างระบบคมนาคมให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้ดีขึ้นก่อน
“สิ่งที่อยากเห็นคือต้องปัดฝุ่นการกระจายอำนาจทำงานของภาครัฐ แยกแยะให้ชัดเจนว่าเรื่องไหนเป็นหน้าที่ใครทำ หน้าที่การตลาด จัดกิจกรรมควรเป็นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่วนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเป็นของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาแยกแต่ละจังหวัด กลับพบว่าบางแห่งมาจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเอง ซึ่งเรื่องนี้ควรปล่อยเป็นหน้าที่ ททท.ดีกว่า แล้วสำนักงานก็มาดูแลพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และประสานงานกับ ททท. เพื่อให้แผนงานสอดคล้องกันเท่านั้น” ม.ล.สุรวุฒิ กล่าว
กฤษณ์ ประธานราษฎร์นิกร กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเพรสซิเด้นท์ หาดใหญ่ กล่าวว่า ไทยไม่ได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมมานาน โดยเฉพาะทางภาคใต้ถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นเรื่องขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จึงอยากเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเป็นระบบ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ให้แหล่งท่องเที่ยวเพื่อดึงตลาดใหม่ๆ เข้ามา
หากแผนใช้เงินพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชัดเจน เชื่อว่าไม่มีเอกชนรายใดคัดค้านการนำเงินภาษีบาปมาใช้แน่นอน







