
บีโอไอยุค คสช. คืนความสุขให้นักลงทุนได้ตริงหรือ
คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 100
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 100 ให้โอนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากกระทรวงอุตสาหกรรม ไปอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นอีกครั้งของการเปลี่ยนแปลงสำคัญของนโยบายการลงทุน
แทนที่จะขึ้นตรงต่อ “รัฐมนตรี” เปลี่ยนไปขึ้นตรงกับ “นายกรัฐมนตรี” นั้นความหมายในทางยุทธศาสตร์การทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2546 สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการปฏิรูประบบราชการได้โอนบีโอไอจากสำนักนายกฯ ไปอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพราะเห็นว่าโครงการที่บีโอไอให้การส่งเสริมโดยมากเป็นโครงการด้านอุตสาหกรรม การย้ายมาอยู่ภายใต้กระทรวงที่มีหน่วยงานในสังกัดและเครือข่ายกับภาคเอกชนมากกว่าจะสามารถส่งเสริมการลงทุนได้ดีกว่า
แต่เอาเข้าจริง บีโอไอก็พบกับปัญหาใหม่นั่นคือ แม้จะมีนายกฯ นั่งเป็นประธานบอร์ด แต่การนำเสนอนโยบายต่างๆ ต้องผลักดันผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ดังนั้น เมื่อประสานงานกับหน่วยงานข้ามกระทรวง เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ จึงเกิดความล่าช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้นตอน ด้วยศักดิ์ศรีที่เทียบไม่ได้กับตอนที่ขึ้นตรงกับนายกฯ ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติมีข้อเสนอมาโดยตลอดให้โอนสำนักงานบีโอไอกลับไปสังกัดเดิม แต่ไม่เป็นผลจนกระทั่ง คสช.เข้ามาจึงโอนบีโอไอกลับ
การเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงอำนาจการบริหาร สั่งการนโยบาย และตัวบอร์ดบีโอไอที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. นั่งหัวโต๊ะเอง และยังดึงทุกภาคส่วนเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในบอร์ดจนครบ งานนี้ได้ทำให้เกิดความคาดหวังจากภาคเอกชนอย่างมากว่าจะเกิดการขับเคลื่อน “อย่างแรง” ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การประชุม 2 ครั้ง บอร์ดชุดใหญ่บีโอไออนุมัติโครงการไปทั้งสิ้น 92 โครงการ เงินลงทุนรวม 258,678 ล้านบาท คิดเป็น 35% ของมูลค่าเงินลงทุนของโครงการที่ค้างการพิจารณา 742,890 ล้านบาท ถือว่าน่าพอใจ แต่ถ้าเร่งถึง 7 แสนล้านบาท เมื่อไหร่ถือว่าเป็นโบแดง
“สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การโอนบีโอไอกลับไปสังกัดสำนักนายกฯ เป็นเรื่องที่เอกชนเสนอมาตลอด เพราะเป็นประโยชน์กับการทำงานของบีโอไอ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการขอความร่วมมือทางนโยบายกับกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม พาณิชย์ คลัง
“บีโอไอมีความสำคัญมากกับการลงทุนของเอกชน และตอนนี้เศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปมาก และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การส่งเสริมไม่สามารถอยู่กับเฉพาะอุตสาหกรรมอีกต่อไป การมาอยู่ที่สำนักนายกฯ จะทำให้การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ แล้วเขาเกรงใจกว่าอยู่กับกระทรวง” สุพันธุ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะย้ายมาอยู่ใกล้นายกฯ มากขึ้น แต่การจะขับเคลื่อนนโยบายบีโอไอให้ได้ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ใหม่ที่วางกรอบการใช้ไว้ ระหว่างปี 2558-2562 ก็ถือเป็นอะไรที่ท้าทาย
เพราะเป้าหมายที่ยุทธศาสตร์ใหม่วางไว้คือ ต้องส่งเสริมต้องหนุนให้ประเทศไทยหลุดออกจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้ปานกลาง แค่ปีละ 6,000 เหรียญสหรัฐ/คน และมีปัญหาไม่สามารถขยับขึ้นจากจุดนี้มานานหลายปี ประชาชนต้องมีรายได้ขึ้นไปอยู่ที่ปีละ 1.2 หมื่นเหรียญ/คน จึงจะหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งต้องอาศัยนโยบายอุตสาหกรรมเป็นตัวผลักดันสำคัญ
ยุทธศาสตร์ใหม่ยังต้องให้ความสำคัญกับธุรกิจทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งเสริมทั้งกิจการที่ลงทุนในประเทศ และการผลักดันนักลงทุนไทยไปต่างประเทศ โดยเฉพาะส่วนหลังที่เกี่ยวข้องกับการออกไปลงทุนต่างประเทศที่ต้องเร่งดำเนินการให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มุ่งเน้นให้อาเซียนเป็นฐานผลิตและตลาดเดียว แต่ปรากฏกฎหมายภายในของไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ยังไม่สามารถส่งเสริมธุรกิจไทยให้สามารถออกไปลงทุนต่างประเทศได้เท่าที่ควร
ยังมีเรื่องภาษีที่ยังเก็บซ้ำซ้อน หรือแม้แต่กฎหมายบีโอไอที่ปัจจุบันเปิดช่องเพียงให้เน้นส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ ดังนั้นการจะผลักดันให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศเต็มที่ต้องแก้ที่กฎหมายของบีโอไอให้สามารถให้การส่งเสริมได้เต็มที่
ที่สำคัญคือ นโยบายบีโอไอฉบับใหม่จะต้องลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีลง ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนที่ศักยภาพใกล้เคียงกัน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่ขณะนี้ถือว่าชูนโยบายส่งเสริมเพื่อดึงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างเข้มข้น
ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของบีโอไอครั้งนี้ว่าจะเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมได้จริงอย่างที่ คสช.ตั้งใจและคืนความสุขให้นักลงทุนตามที่คาดหวังได้เพียงใด







