
ธปท.วางใจหนี้เอสเอ็มอีเอ็นพีแอลไม่พุ่ง
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ แต่จากข้อมูลสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ล่าสุด เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงเติบโตสูงสุด ขณะที่คุณภาพหนี้หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนน่าห่วง
สาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า เดือน มิ.ย.สินเชื่อเอสเอ็มอีมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.3% ของสินเชื่อรวม ใกล้เคียงกับเดือน พ.ค.ที่ 2.4% หรือถ้าเทียบกับสิ้นเดือน ธ.ค. 2556 ที่ 2.2% ถือว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่เอ็นพีแอลของทั้งระบบทรงตัว
ขณะเดียวกัน ในเดือน มิ.ย.สินเชื่อเอสเอ็มอีมีอัตราขยายตัวสูงสุด คือ 9.1% คิดเป็นเม็ดเงิน 4 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับสินเชื่ออีก 2 ประเภท คือ สินเชื่อรายใหญ่ที่โต 3.9% และสินเชื่อรายย่อยโต 8.8% ซึ่งมาจากสินเชื่อบ้านเป็นสำคัญ โดยสินเชื่อทั้งระบบในเดือน มิ.ย.มียอดคงค้าง 10.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้จะชะลอลงบ้าง แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะมีเม็ดเงินสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นถึง 4.6 หมื่นล้านบาท
“สินเชื่อเอสเอ็มอียังโตดีที่สุด เมื่อเทียบกับสินเชื่อทุกกลุ่ม โดยแนวโน้มในระยะต่อไปและครึ่งปีหลังน่าจะยังขยายตัวได้ดี ไม่น่าจะแย่ไปกว่านี้ โดยสินเชื่อเอสเอมอีของระบบแบงก์โตได้จากสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารกสิกรไทยที่โตได้ดี” สาลินี กล่าว
ส่วนกรณีที่ ธปท.เตรียมสุ่มตรวจธนาคารพาณิชย์และสอบถามลูกค้าเอสเอ็มอีว่าได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีจริงหรือไม่นั้น สาลินี กล่าวว่า เป็นการเข้าตรวจสอบปกติ เพราะ ธปท.ต้องตรวจสอบธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว จึงติดตามดูเรื่องนี้ไปด้วย โดยติดตามดูว่าธนาคารพาณิชย์ที่เคยพูดไว้ว่าช่วยลูกค้าเอสเอ็มอีได้ ช่วยอย่างไรบ้าง เช่น การปรับตารางชำระหนี้ ที่ธนาคารส่วนใหญ่บอกว่าจะยืดอายุหนี้ให้ลูกค้า ก็จะดูว่าทำจริงหรือไม่ แต่เท่าที่ตรวจสอบดูก็พบว่าธนาคารพาณิชย์ทำได้ค่อนข้างดี
ปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย กล่าวถึงนโยบายภาครัฐที่ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเพิ่มเติม ว่า ถ้าลูกค้าเอสเอ็มอีที่มาขอสินเชื่อมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ก็อยากปล่อย แต่ในอีกด้านหนึ่งธนาคารก็ต้องบริหารคุณภาพหนี้เพื่อรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้นด้วย
ทั้งนี้ จากการติดตามลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารอย่างต่อเนื่อง พบว่าธุรกิจยังคงไปได้ดี แต่มีปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา โดยธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อพยุงให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจต่อไป ทั้งการยืดเวลาชำระหนี้ ผ่อนหนี้น้อยลง ปล่อยกู้เพิ่มเพื่อลดภาระ และให้ลูกหนี้มีเงินทุนหมุนเวียนคล่องตัวในธุรกิจช่วงที่เศรษฐกิจชะงัก
“ทุกแบงก์อยากปล่อยกู้ เพียงแต่เอสเอ็มอีนั้นถือเป็นโจทย์ใหญ่ ที่มีอะไรต้องช่วยอีกเยอะ และเชื่อว่าทุกวันนี้เอสเอ็มอีรายปกติที่ไม่ใช่ขนาดเล็กมาก สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาแบงก์ก็ช่วยเหลือมาพอสมควร แต่ปัญหาหลักคือทำอย่างไรให้ธุรกิจไปรอด เพราะเงินช่วยได้แค่ความคล่องตัว ดังนั้นสิ่งที่ควรสนับสนุนต่อเนื่อง คือ การบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ” ปพนธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายหลักประกัน เพื่อให้สามารถใช้สินค้าคงคลังมาเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันสินเชื่อได้นั้น เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ในทางปฏิบัติจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการแปลงมูลค่าหลักประกันให้เหมาะสม
วัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ 19 สถาบันการเงิน ใน 2 โครงการ คือ การค้ำประกันให้ผู้ประกอบการรายย่อย (ไมโครไฟแนนซ์) วงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท เน้นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดสด หาบเร่ แผงลอย ผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่มีสถานประกอบการชัดเจน ส่วนใหญ่พึ่งเงินนอกระบบอยู่ โดยเป็นครั้งแรกของการค้ำรายย่อยที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 2 แสนบาท นอกจากนี้ยังค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มโอท็อปและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท/ราย ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 7 ปี







