
ทำธุรกิจต้องดูคู่แข่ง?
โดยปกติแล้วในการทำธุรกิจนั้น มีหลายๆ ปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและมีอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทุกธุรกิจต้องเอาใจใส่และทำความเข้าใจอยู่ตลอดก็คือ เรื่องของ “คู่แข่ง”
โดยปกติแล้วในการทำธุรกิจนั้น มีหลายๆ ปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและมีอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทุกธุรกิจต้องเอาใจใส่และทำความเข้าใจอยู่ตลอดก็คือ เรื่องของ “คู่แข่ง”
ในโลกยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงและมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ต่อให้ธุรกิจนั้นๆ เป็นเจ้าตลาดผูกขาดอยู่รายเดียวก็ไม่แน่ว่าจะผูกขาดได้เสมอไป เพราะปัจจัยจากการพัฒนานวัตกรรมก็ย่อมทำให้โครงการการแข่งขันเปลี่ยนแปลงได้ตลอด
เหตุผลที่สำคัญที่เรามักต้องใส่ใจ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการที่คู่แข่งจะเบียดส่วนแบ่งตลาดเราให้ลดลง และส่งผลต่อกำไรของเราในท้ายที่สุด
ยิ่งธุรกิจใดมีความน่าสนใจและตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูง การกระโดดเข้ามาของคู่แข่งใหม่ๆ ก็ย่อมสูงขึ้นด้วยและมีสิทธิที่จะเบียดผู้นำเจ้าเดิมให้ตกอันดับลงไปได้
แต่ในขณะเดียวกัน ใช่ว่าทุกธุรกิจจะสามารถเข้าออกได้ง่ายๆ นะคะ เพราะหลายธุรกิจก็มี “Barriers to Entry” คือมีสิ่งกีดขวางการเข้าทำธุรกิจมากมาย ทั้งจากกฎระเบียบต่างๆ การใช้เงินลงทุนที่สูง การเข้าถึงเทคโนโลยีที่สำคัญ
ธุรกิจบางอย่างนอกจะเข้ามาแข่งขันยากแล้วยังออกยากด้วยค่ะ ตัวอย่างก็เช่นการลงทุนในธุรกิจประเภทการผลิตขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานและสั่งซื้อเครื่องจักรมากมาย
ขณะเดียวกัน ก็ออกจากธุรกิจได้ไม่ง่ายเพราะใช้เวลาในการคืนทุนที่ยาวนานมากค่ะ
แต่โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้เราต้องมาปรับทัศนะเรื่องคู่แข่งกันใหม่ค่ะ
ดิฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือชื่อ Competition Demystified ซึ่งเขียนโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย2 ท่าน คือ Bruce Greenwald และJudd Kahn ซึ่งให้ทัศนะว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องมุ่งใส่ใจแต่เรื่องของคู่แข่งเพียงอย่างเดียวเสมอไป
ในโลกความเป็นจริงที่มีธุรกิจเกิดใหม่และล้มหายตายจากมากมายนั้น คงเป็นเรื่องลำบากหากเราต้องมานั่งใส่ใจคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถเข้ามาทำได้ง่ายหรือมี Barriers to Entry ต่ำค่ะ
หากเราเอาเวลาไปใส่ใจแต่เรื่องคู่แข่งมากเกินไป เราก็อาจสูญเสียเวลาในการมาพินิจพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ในการ ผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จค่ะ
อย่างธุรกิจบ้านที่ดิฉันทำอยู่นั้นในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมาก
เดิมทีธุรกิจบ้านนั้นเป็นธุรกิจที่เข้ามาทำได้ยากเพราะติดอุปสรรคด้านเงินทุน แต่เดี๋ยวนี้เรื่องเงินทุนไม่ใช่ปัญหาค่ะเพราะหาง่ายกว่าเดิมมาก
ขณะเดียวกัน ด้วยลักษณะธุรกิจที่ไม่ต้องมี “ต้นทุนจม” หรือ Sunk Cost ลงมากแบบธุรกิจการผลิตขนาดใหญ่ แต่เป็นไปในลักษณะของโครงการที่เมื่อทำเสร็จและขายได้หมด คุณก็สามารถออกจากธุรกิจนี้ได้โดยไม่ต้องคิดมาก
เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีลักษณะที่ทั้งเข้าและออกก็ง่ายมากค่ะ
และยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วแบบทุกวันนี้เราจะเห็นธุรกิจที่มีลักษณะเข้าและออกง่ายเกิดขึ้นมากมายด้วยค่ะ
ฉะนั้นแล้ว พลวัตการทำธุรกิจในปัจจุบันจึงเต็มไปด้วย ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วพร้อมทั้งคนที่ต้องออกไปจากสนามก็มากขึ้นและรวดเร็วเช่นกันค่ะ
เมื่อเป็นเช่นนี้การทำความเข้าใจคู่แข่งในตลาดทั้งหมดแม้จะเป็นเรื่องที่สำคัญก็ตาม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทุ่มเทตัวเองคอยติดตามคู่แข่งและปรับเปลี่ยนตัวเองตามคู่แข่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดตลอดเวลา
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องมองให้มากก็คือมองกลับมาที่ตัวธุรกิจเองค่ะว่าจะสร้างองค์กรให้อยู่รอดและแข่งขันได้เช่นไร
การหันมาใส่ใจเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจต้องใส่ใจมากขึ้นในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน การตามให้ทันแนวโน้มของลูกค้าก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ธุรกิจต้องใส่ใจให้มากขึ้นค่ะ
ดังนั้นแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันเราจึงไม่อาจเอาแต่ตาจ้องคู่แข่งอย่างเดียวเสมอไป หากแต่ต้องมุ่งตรวจสอบตนเองและตามลูกค้าให้ทันเป็นสำคัญค่ะ







