
หวั่นปรับฐาน100จุด
กูรูเตือนระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน 100 จุด แต่ระยะยาวยังไปได้อีกไกล ปัจจัยบวกหนุนเพียบแจกหุ้นชั้นดี
กูรูเตือนระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน 100 จุด แต่ระยะยาวยังไปได้อีกไกล ปัจจัยบวกหนุนเพียบแจกหุ้นชั้นดี
นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยในงานมหกรรมวิเคราะห์การลงทุน สัมมนาหัวข้อ “จับทิศทางลงทุนครึ่งปีหลังกับกูรูตลาดทุน” ว่า ในไตรมาส 3 หุ้นมีโอกาสปรับฐานลงได้ประมาณ 100 จุด หลังตลาดรับรู้ข่าวดีและปัจจัยบวกไปค่อนข้างมาก ทั้งการเมืองและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากนี้จะมีปัจจัยบวกที่จะรับรู้เหลืออีกไม่มากแล้ว ประกอบการซื้อขายหุ้นบนพีอีที่ไม่ถูกแล้ว
อย่างไรก็ดี นักลงทุนไม่ต้องกังวล เพราะหุ้นที่จะลดลง 100 จุด นับเป็นจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับดัชนีปัจจุบันอยู่ถึงระดับ 1,500 จุด และจะเป็นการปรับฐานเพื่อรอขึ้นต่อ คาดดัชนีไม่น่าจะหลุดต่ำกว่า 1,500 จุด โดยให้จุดตัดขาดทุนที่ 1,520 จุด
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นให้เล่นตามรอบอย่างระมัดระวัง ส่วนระยะกลางให้ขายทำกำไรบ้างและรอซื้อตอนปรับฐาน ส่วนระยะยาวถือลงทุนได้ โดยหุ้นที่แนะนำยังให้เกาะติดที่หุ้นบริโภคในประเทศรับนโยบายรัฐบาลที่จะออกมาในช่วงปลายปี ตั้งแต่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะเชื่อว่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทั้งเร็วและแรง ซึ่งเห็นยอดพรีเซลของกลุ่มในไตรมาส 2 พลิกฟื้นเร็วมาก คาดว่าในไตรมาส 3 และ 4 จะดียิ่งขึ้น และยังคงแนะนำ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ราคาแถวๆ 200 บาท เนื่องจากธุรกิจยังคงเติบโตดีเช่นเดิม
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายที่จะออกมาในช่วงปลายไตรมาส 3 ซึ่งบางข้ออาจจะเป็นตัวกดดันกับตลาดได้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ และทำให้เงินทุนไหลออกจากภูมิภาค
นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นหุ้นปรับลง 100-150 จุด ซึ่งยังไม่ถึง 10% ของระดับปัจจุบัน อีกทั้ง 1 เดือนที่ผ่านมา หุ้นขึ้นมากว่า 100 จุดแล้ว
ทั้งนี้ การปรับฐานไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเมื่อใด ขณะที่แนวโน้มทั่วโลกก็ยังให้ความสำคัญการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพของ 6 เดือนขึ้นไปหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่ให้ดัชนีปีนี้ที่ 1,600 จุด และปีหน้า 1,750 จุด จึงแนะนำหุ้น 3 กลุ่ม 6 ตัว คือ เช่น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ให้ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท และบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ราคา 27 บาท บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) 58 บาท สามารถซื้อและถือได้
“การลงทุนของผู้ลงทุนควรปรับกลยุทธ์ไปตามสถานการณ์ เช่น หุ้นขาลงนักลงทุนควรดูมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ขณะที่หุ้นขาขึ้นควรเกาะกระแสตามสถานการณ์นั้นไป”นายเกียรติศักดิ์ กล่าว
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในระยะนี้จะส่งกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย ของสหรัฐหรือราคาน้ำมันปรับขึ้นตามสถานการณ์การสู้รบที่ฉนวนกาซา แต่มองว่า จะ ไม่ส่งผลกระทบให้หุ้นไทยปรับตัวลงแรง
ทั้งนี้ แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเป็นหลัก หรือจะได้อานิงสงส์ในสิ่งที่คณะรัฐมนตรีใหม่ หรือ คสช. กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น บริษัท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) สำหรับหุ้นที่ปรับขึ้นมาแรงต่อเนื่อง นักลงทุนต้องระมัดระวังด้วย เพราะจะมีการขายสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงตามมา
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า การลงทุนในขณะนี้ต้องเลือก เพราะบางกลุ่มเพิ่มขึ้นสูงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นมา 40% อสังหาริมทรัพย์ 35% ท่องเที่ยว 31% ขณะที่กลุ่มที่เพิ่มขึ้นน้อยและมีโอกาสเพิ่มขึ้นในระยะต่อไปจะเป็นกลุ่มปิโตรเคมี อาหาร บันเทิง เป็นต้น







