
ชง 5 แผนดันเศรษบกิจ
แผนกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) กำลังถูกผลักดันออกมาให้เป็นรูปธรรม
แผนกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) กำลังถูกผลักดันออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างเต็มที่ หลังจากถูกพิษการเมืองเล่นงานมานาน ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองประธานคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาระบุว่า หากไทยต้องการให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้เฉลี่ยปีละ 5-6% จะต้องเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นชาติแห่งการค้า (Trading Nation) ให้ได้
ทั้งนี้ ไทยจะต้องปรับปรุงใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับปรุงกฎระเบียบการค้าให้เสรีมากขึ้น เพื่อให้คู่ค้าสามารถทำการค้าได้ง่ายขึ้น 2.ปรับปรุงระบบภาษีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางทางการค้า 3.เชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมและขนส่งกับเพื่อนบ้าน เช่น ปรับปรุงถนนให้ดีขึ้นอีก และเร่งลงทุนรถไฟทางคู่
4.พัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีการคาดการณ์ว่าอีก 4 ปีข้างหน้า การขนส่งทางน้ำบริเวณช่องแคบมะละกาจะหนาแน่นมาก หากพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามันจะทำให้ไทยมีต้นทุนถูกลง และช่วยให้สินค้าจากลาว กัมพูชา สามารถส่งไปยังตะวันออกกลางและยุโรปสะดวกขึ้น และ 5.สนับสนุนธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ และต้องปรับปรุงเรื่องภาษีเงินได้ ต้องไม่ให้กลายเป็นภาษีซ้อน จนกลายเป็นอุปสรรคแก่การออกไปลงทุนของผู้ประกอบการ
มูดี้ส์ขู่ลดเรตติ้งเศรษฐกิจไทย
สอดคล้องกับความเห็นของ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐ ที่ได้ออกมาเตือนไทยให้เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะหากยืดเยื้อนานเกินไปอาจเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตได้ เนื่องจากการเติบโตของจีดีพีในช่วง 2-3 ปีนี้อยู่ที่ 3% เท่านั้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่ออันดับเครดิตที่จะถูกทบทวนทุกปี ซึ่งอาจถูกมองภาพในเชิงลบ ส่งผลกระทบต่อการปรับอันดับเครดิตของไทย
สำหรับความล่าช้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศจะส่งผลกระทบด้านลบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของไทย ขณะนี้อันดับเครดิตของไทยอยู่ที่ระดับ Baa1 ยังไม่ถือว่าเป็นประเทศที่เสี่ยงต่อการลงทุน ซึ่งเป็นผลจากความแข็งแกร่งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต
หนี้เสียปูดเพิ่มขึ้น
นายศรัณย์ทร ชุติมา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปริมาณหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจการท่องเที่ยวและส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจเอสเอ็มอีในภาคการท่องเที่ยวทางสมุยและภูเก็ตได้รับผลกระทบมาก เพราะนักท่องเที่ยวยกเลิกการจองห้องพักหมด
ทั้งนี้ การที่หนี้เสียไม่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เป็นเพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยเหลือผ่อนผันเกณฑ์สำรองหนี้ให้ หากเป็นหนี้เสียที่เกิดมาจากผลกระทบทางการเมือง ก็ไม่บังคับให้ธนาคารต้องสำรองหนี้ตกชั้นเพิ่มขึ้น
อัด 3 หมื่นล้านปล่อยกู้เอสเอ็มอี
มาถึงข่าวดีๆ กันบ้าง สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยนายธัชพล กาญจนกูล ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังธนาคารจะเน้นการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยและเอสเอ็มอีตามนโยบายของ คสช.มากขึ้น โดยมี 2 โครงการที่เตรียมจะทำ คือ สินเชื่อสุขใจ วงเงินปล่อยกู้ 2 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อโอท็อปและรายย่อย (ไมโครไฟแนนซ์) อีก 1 หมื่นล้านบาท
เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ และเมื่อเย็นวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ปิดที่ระดับ 31.78/79 บาท นับว่าแข็งที่สุดในรอบ 8 เดือน ก่อนอ่อนตัวลงในช่วงท้ายสัปดาห์
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท. กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าในช่วงสั้นๆ มาจากปัจจัยนักลงทุนเชื่อมั่นต่อการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันแข็งค่าเฉลี่ย 3.4%
“การติดตามอัตราแลกเปลี่ยนคงพิจารณากันวันต่อวันไม่ได้ จะต้องมองในภาพรวม ซึ่งขณะนี้เงินบาทยังแข็งค่าน้อยกว่าเมื่อเทียบสกุลเงินอินโดนีเซีย และเกาะกลุ่มค่าเงินมาเลเซียและเกาหลีใต้” นางรุ่ง กล่าว
ต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทย
สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย โดยในวันที่ 1-25 ก.ค. ต่างชาติมียอดซื้อหุ้นสุทธิ 18,169 ล้านบาท แต่ในสัปดาห์นี้เริ่มเห็นการขายทำกำไรออกมาในบางวัน เช่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขายสุทธิ 998 ล้านบาท หลังจากดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงมาก ล่าสุดปิดที่ระดับ 1,543.85 จุด เพิ่มขึ้น 0.68% จากสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่ในช่วงพักฐานของตลาด ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาท มักจะเป็นข่าวร้ายของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่จากการส่งสินค้าไปขายในสหรัฐได้เงินสกุลเหรียญสหรัฐ
ใช้แลกหุ้นซื้อขายธุรกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดดีลซื้อขายกิจการหลายรายการ และใช้วิธีการแลกหุ้นเป็นส่วนใหญ่ในการชำระค่าหุ้น โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ใช้บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจทีวีบอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี) แลกกับหุ้นของบริษัท ซีทีเอช (CTH) จำนวน 10% บริษัท ทรัพย์ศรีไทย ซื้อกิจการบริษัท เกรฮาวด์ และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ รวมเป็นเงิน 1,853.80 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเงินสดส่วนหนึ่งและชำระด้วยหุ้นบริษัท มัดแมน จำนวน 938 ล้านบาท







