
ค้าเสรีแบบกำกับ
แม้ว่าปัจจุบันการค้าข้าวโลกจะเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี แต่จะพบว่าแทบจะทุกประเทศรวมทั้งไทย มีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เช่น การสนับสนุนปัจจัยการผลิต โครงการรับจำนำข้าว และประกันรายได้
แม้ว่าปัจจุบันการค้าข้าวโลกจะเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี แต่จะพบว่าแทบจะทุกประเทศรวมทั้งไทย มีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เช่น การสนับสนุนปัจจัยการผลิต โครงการรับจำนำข้าว และประกันรายได้
นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าว เปิดเผยว่า การค้าเสรีสุดโต่งจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะผลการศึกษาพบว่าประเทศพัฒนาแล้ว 19 ประเทศ ซึ่งใช้ระบบตลาดเสรีสุดโต่ง เศรษฐกิจและสังคมมีความเหลื่อมล้ำสูง และนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น ความขัดแย้งต่างๆ และความวุ่นวายทางการเมือง
ขณะที่ปัจจุบันไทยมีชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากรมากกว่า 10 ล้านคน หากไทยให้นำระบบการค้าเสรีสุดโต่งมาใช้ในตลาดค้าข้าว จะยิ่งสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ฉะนั้นลักษณะตลาดข้าวในไทยที่ควรจะเป็น คือ การสร้างกลไกตลาดการค้าข้าวเสรีที่มีการกำกับดูแล ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา
นิพนธ์ เสนอว่า รัฐบาลควรกำหนดราคาแนะนำข้าวเปลือก โดยคำนวณจากต้นทุนการปลูกข้าวบวกด้วยกำไรอัตราหนึ่ง ซึ่งแต่ละพื้นที่ต้องไม่เท่ากัน เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวได้ปีละ 1 ครั้ง ต้องบวกกำไรมากกว่าภาคกลาง และพื้นที่เขตชลประทานที่ปลูกข้าวได้มากครั้งกว่า หากราคาข้าวเปลือกในตลาดต่ำกว่าราคาแนะนำรัฐบาลจะต้องอุดหนุน และระบบดังกล่าวมีใช้ในหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ชาวนามีที่ดินทำกิน หรือมีค่าเช่านาในราคาที่เหมาะสม เข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ มีกลไกที่ทำให้ตลาดค้าปุ๋ยและสารเคมี มีการแข่งขันเสรี ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันลดราคาปัจจัยการผลิตแทนที่จะมีการฮั้วราคากัน ที่สำคัญรัฐบาลต้องลงทุนแหล่งน้ำให้เข้าถึงไร่นา ตลอดจนให้ข้อมูลกับชาวนาในการวางแผนผลิตได้ เช่น แต่ละช่วงตลาดต้องการมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ ตัวชาวนาต้องมีความรู้ในการวิเคราะห์ดินว่าเหมาะสมกับการปลูกข้าวหรือไม่ ธาตุอาหารในดินเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีการใส่ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดต้นทุน ข้าวที่ปลูกต้องมีตลาดเฉพาะ รวมทั้งต้องมีการเชื่อมผลผลิตของชาวนาไปสู่มือลูกค้าโดยตรง ซึ่งมีบริษัทใหญ่ๆ ที่มีนโยบายดูแลสังคมพร้อมมารับช่วงตรงนี้อยู่แล้ว







