
ชาวนาขานรับตั้งกองทุนข้าวหมื่นล้าน
จากนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานกำหนดมาตรการช่วยเหลือและดูแลชาวนาไทยทั้งระบบ
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
จากนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานกำหนดมาตรการช่วยเหลือและดูแลชาวนาไทยทั้งระบบ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดเวทีระดมความเห็นจากตัวแทนชาวนาและนักวิชาการ ในการยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาข้าวและชาวนาแห่งชาติ (กขชช.) ก่อนเสนอให้ คสช.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาข้าวฯ มีทั้งสิ้น 32 มาตรา และมีจุดประสงค์ใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การสนับสนุนและจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพประมาณ 20% ของต้นทุนหรือไม่เกิน 1,500 บาท/ไร่/ครัวเรือน 2.การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในกระบวนการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพของศูนย์ข้าวชุมชน ทำให้ชาวนาเข้มแข็ง 3.สร้างและพัฒนาอาชีพชาวนาให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนสร้างทัศนคติที่ดีในอาชีพทำนาในอนาคต
สาระสำคัญหลักของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาข้าวและชาวนาไทยวงเงินกองทุนปีแรกอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยแหล่งที่มาของเงินกองทุนให้มาจากเงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นเงินประเดิมและปีถัดไปรัฐบาลต้องจัดสรรเงินสมทบรายปี
นอกจากนี้ กองทุนยังมีเงินอุดหนุนจากภาคเอกชน เงินจากการบริจาค และรายได้ดอกเบี้ยและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุนอีกด้วย
“ทุนประเดิมกองทุนปีแรก 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นตัวเลข 3% ของมูลค่าข้าวเปลือกที่เกษตรกรผลิตได้ปีละ 30 ล้านตัน และเงินดังกล่าวจะถูกจัดสรรไปดำเนินการ เช่น ตั้งศูนย์ข้าวชุมชนและองค์กรชาวนาพัฒนาพันธุ์ 3,000 ล้านบาท และการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 1,500 บาท หรือคิดเป็นเงิน 5,500 ล้านบาท” ชาญพิทยา บอก
ขณะที่การจัดตั้งกองทุนพัฒนาข้าวฯ ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการที่คร่ำหวอดในวงการค้า โดย สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการสถาบันคลังสมองของชาติ แต่สมพรตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่ากองทุนจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ภาคเอกชน และสมาคมโรงสีข้าวไทย แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ทำอย่างไรไม่ให้เป็นการนำเงินจากกองทุนมาใช้เป็นงบอุดหนุนต่างๆ แต่ควรนำเงินกองทุนไปใช้ในการพัฒนาและวิจัยข้าวไทย และเพิ่มขีดความสามารถของชาวนาในการนำผลผลิตข้าวป้อนเข้าสู่ตลาดได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะข้าวที่มีตลาดเฉพาะ
“หากนำเงินไปวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวที่สนองตลาดเฉพาะมากขึ้นกว่าการผลิตข้าวทั่วไปจะเป็นผลดีกับชาวนามากกว่า ขณะที่การใช้เงินกองทุนเพื่อการอุดหนุนเป็นหลักจะทำให้กองทุนนี้ไม่ยั่งยืน” สมพร กล่าว
อัษฏางค์ สีหาราช แกนนำศูนย์ข้าวชุมชนบ้านคอรุม จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาข้าวฯ ให้เสร็จทัน คสช. เพราะหากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว ไม่มั่นใจว่าจะกองทุนพัฒนาข้าวฯ จะเกิดได้หรือไม่ ขณะที่ตัวกองทุนต้องมีหน้าที่ดูแลสวัสดิการชาวนารวมอยู่ด้วย จึงอยากเสนอเพิ่มเติมว่าร่างกฎหมายมีการเขียนให้ชัดเจนว่ากองทุนจะดูแลชาวนาอย่างไรบ้าง
“หากจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้สำเร็จจะต้องให้ชาวนาเข้ามาเป็นส่วนหลักในการผลักดัน เพราะจะเห็นว่าในร่างที่กรมการข้าวเสนอมีตัวแทนชาวนาเพียง 3 คน จึงควรเพิ่มสัดส่วนตัวแทนชาวนา” อัษฏางค์ ระบุ
ที่สำคัญกองทุนแห่งนี้จะต้องให้ชาวนาเป็นผู้บริหารและดูแลชาวนาด้วยกัน โดยที่มาของแหล่งเงินควรมาจากชาวนาเป็นหลักและรัฐอุดหนุนเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะต้องมีองค์กรชาวนาที่เข้มแข็งเป็นกองทุนที่อุดหนุนเงินทุนหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำให้ชาวนา และต้องเป็นกองทุนสวัสดิการชาวนาไปในตัวด้วย
สุกรรณ์ สังขวรรณะ ชาวนา จ.สุพรรณบุรี ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ชาวนาขาดไม่ใช่เงินทุนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความรู้และงานวิจัย ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ไม่สามารถมองตลาดออกว่า ในแต่ละช่วงตลาดต้องการข้าวประเภทไหน และหากต้องการทำให้ชาวนามีอนาคตน่าจะมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะด้าน ที่ทำหน้าที่ร่วมกับชาวนาวางแผนการปลูกข้าวทั้งประเทศ เพื่อปลูกข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดปริมาณการปลูกเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ตลอดจนการแก้ปัญหาการปลูกข้าวด้อยคุณภาพ
ทิ้งท้ายด้วย วิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมเกษตรกรชาวนาและเกษตรกรไทย ที่เสนอว่า สาเหตุที่อาชีพชาวนาไทยไม่มีความมั่นคง เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วน ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมข้าวและชาวนาไทย เสนอให้มีการเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้เพิ่มมากขึ้น







