
ตลาดครึ่งปีแรกแนวโน้มครึ่งปีหลัง (1)
ผ่านพ้น 6 เดือนแรกของปีม้ามาแล้ว ภาพการลงทุนทั่วโลกต่างก็เจอกับความผันผวนเป็นอย่างมาก ภาพการลงทุนในบางภูมิภาคก็กระโดดเหมือนม้าศึก แต่บางตลาดก็หงอยเหงาเหมือนกับม้าที่ป่วย ทั้งนี้จากภาพรวมการลงทุนหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นปี จึงขอสรุปภาพรวมในช่วง 6 เดือนแรกและแนวโน้มในครึ่งปีหลังเพื่อให้ผู้ลงทุนได้เห็นภาพ เพื่อที่จะได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม
ผ่านพ้น 6 เดือนแรกของปีม้ามาแล้ว ภาพการลงทุนทั่วโลกต่างก็เจอกับความผันผวนเป็นอย่างมาก ภาพการลงทุนในบางภูมิภาคก็กระโดดเหมือนม้าศึก แต่บางตลาดก็หงอยเหงาเหมือนกับม้าที่ป่วย ทั้งนี้จากภาพรวมการลงทุนหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นปี จึงขอสรุปภาพรวมในช่วง 6 เดือนแรกและแนวโน้มในครึ่งปีหลังเพื่อให้ผู้ลงทุนได้เห็นภาพ เพื่อที่จะได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม
สหรัฐ
แม้ว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกจะหดตัวลง 2.9% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อันเป็นผลจากภาวะอากาศที่หนาวเย็นในช่วงต้นปี แต่ตัวเลขการจ้างงานยังคงดีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการว่างงานประจำเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.1% รวมไปถึงดัชนีภาคการผลิตเองที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น ในภาพรวมจึงมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตปานกลางถึงดีขึ้นเล็กน้อย โดยจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงออกมาค่อนข้างดี ทำให้เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงปรับลดมาตรการคิวอี (QE) ลงอย่างต่อเนื่องและน่าจะสิ้นสุดลงภายในเดือน ต.ค. 2557 นี้ อย่างไรก็ดีอัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงไว้ในระดับต่ำต่อไปจนกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะชัดเจน ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐในระยะยาวยังคงมีอนาคตที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ดี ในส่วนตลาดหุ้นสหรัฐตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 มิ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 7% โดยดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ยังคงทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับระดับราคาในอดีตพบว่าค่อนข้างแพง โดย พี/อี ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16.7 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 14.1 เท่า ผู้ลงทุนจึงอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐในช่วงนี้
ยุโรป
จีดีพียุโรปไตรมาสแรกขยายตัวแค่ 0.2% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 0.3% โดยเศรษฐกิจเยอรมนียังขยายตัวได้ดีถึง 0.8% แต่ประเทศอื่นในภูมิภาคยังคงเติบโตต่ำ ขณะที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 11.8% แต่ก็ถือว่าดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จึงบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยุโรปยังคงฟื้นตัวได้แบบช้าๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มอียู (EU) เดือน มิ.ย. ยังคงอยู่ที่ระดับ 0.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรปได้มีการดำเนินนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 0.15% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงมาติดลบที่ 0.1% เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารยุโรปมีการนำสภาพคล่องออกมาปล่อยกู้เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้น จึงเชื่อว่ามาตรการต่างๆ น่าจะทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถขยายตัวและฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นจากความไม่สงบในยูเครนและรัสเซีย
ตั้งแต่ต้นปีหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 4% โดยมีช่วงปรับฐานลงเล็กน้อยในช่วงต้นเดือน ก.ค. จากความกังวลในสถานการณ์ยูเครนและรัสเซีย อย่างไรก็ดีจากมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจยุโรปซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในยุโรป โดย Bloomberg คาดว่าจะมี Earnings Growth ประมาณ 12% จึงยังคงแนะนำการลงทุนในหุ้นยุโรปในระยะยาวและอาศัยจังหวะตลาดปรับฐานจากความกังวลทางการเมืองเข้าทยอยสะสมการลงทุน
ญี่ปุ่น
จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวกว่า 6.7% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยบวกจากการใช้จ่ายและการลงทุนของเอกชน รวมถึงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน เม.ย. ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รีบเร่งใช้จ่ายในช่วงไตรมาสแรก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มมุมมองเศรษฐกิจของประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นอกจากนี้มาตรการธนูดอกที่ 3 เริ่มมีการประกาศออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น แผนการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีเป้าหมายที่จะลดลงให้ต่ำกว่า 20% ภายใน 3 ปี มาตรการส่งเสริมบรรษัทภิบาลให้บริษัทมีจำนวนกรรมการอิสระเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีการบริหารงานอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผู้ถือหุ้นมากขึ้น ซึ่งจะเริ่มในปีหน้ารวมถึงมาตรการการกำหนดเพดานให้กองทุนบำนาญของญี่ปุ่นซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกสามารถลงทุนในหุ้นได้เพิ่มขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นรวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้สามารถปรับตัวขึ้นไปได้
ตั้งแต่ต้นปีหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงมาแล้ว 4% โดยปรับตัวลดลงต่ำสุดในช่วงเดือน เม.ย. กว่า 10% จากความกังวลในการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาตามแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินจากธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ยังคงจะอัดฉีดเพิ่มสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ระดับราคาเมื่อเทียบกับอดีตก็ยังคงต่ำ โดยดัชนี TOPIX ปัจจุบันมี พี/อี อยู่ที่ 14 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.4 เท่า







