
หนี้ครัวเรือนปี 57 พุ่งสูงสุดรอบ9ปี
หอการค้าเผยปัญหาหนี้ครัวเรือนแย่สุดในรอบ 9 ปี มีหนี้เฉลี่ย 2.19 แสนบาทต่อครัวเรือน หนี้นอกระบบ 49% ในระบบ 50% ทำเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
หอการค้าเผยปัญหาหนี้ครัวเรือนแย่สุดในรอบ 9 ปี มีหนี้เฉลี่ย 2.19 แสนบาทต่อครัวเรือน หนี้นอกระบบ 49% ในระบบ 50% ทำเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือน พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน ปี 2557 ระหว่างวันที่ 14-20 ก.ค. 2557 จำนวน 1,200 ราย พบว่า ครัวเรือนจำนวน 74.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สิน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีจำนวน 64.6% ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2550 และมีประชาชนเพียง25.2% ที่ไม่มีหนี้สิน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 2.19 แสนบาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16.6% จากปี 2556 ที่มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 1.88 แสนบาทต่อครัวเรือน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 9 ปี ตั้งแต่มีการจัดทำผลสำรวจในปี 2549
ทั้งนี้ ภาระหนี้สินของครัวเรือนแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 50.9% และหนี้นอกระบบ 49.1% ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้การขอสินเชื่อจากธนาคารเต็มวงเงินไปแล้ว และธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ประชาชนจึงหันหาแหล่งสินเชื่ออื่นๆ แทน โดยแหล่งเงินกูที่มีคนใช้เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ นายทุน 45% ธนาคารของรัฐ 32% โรงรับจำนำ 31% ธนาคารประชาชน 28.6% และกองทุนหมู่บ้าน 24.1%
สำหรับวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินในปี 2557 39.7% ตอบว่า กู้เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 17.1% ตอบว่ากู้เงินมาเพื่อนำมาชำระเงินกู้นอกระบบ 10.9% ตอบว่ากู้เพื่อซื้อยานพาหนะ เป็นต้น โดยสาเหตุที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจาก 14.3% บอกว่าค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น 14% ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน 12.5% การผ่อนสินค้ามากเกินไป 12.1% หนี้ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และ 10% มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาก
ด้านความสามารถในการชำระหนี้ 83% เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ 17% ไม่เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งกลุ่มที่เคยมีปัญหาในการชำระหนี้ มีสาเหตุมาจาก ราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูง และแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินนอกระบบ 41% กู้ยืมผ่านสถาบันการเงิน 21% ขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง 19.8%
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบหนี้กับรายได้จะพบว่า 40.3% ตอบว่ามีหนี้เพิ่มมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 30.2% มีหนี้เพิ่มเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ 29.5% มีหนี้เพิ่มน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การออมเงิน 48.9% ตอบว่ามีการออมเงิน และ51.1% ตอบว่าไม่มีการออมเงิน ซึ่งสัดส่วนการออมเงินของประชาชนลดลงต่อเนื่อง จากปี 2552 ที่มีการออมเงินสูงถึง 91.2% โดยกลุ่มตัวอย่างได้มีข้อเสนอต่อภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ได้แก่ ลดค่าครองชีพให้เหมาะสมกับรายได้ของคนส่วนใหญ่ ดำเนินนโยบายแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง สร้างงานแก้ปัญหาการว่างงาน เป็นต้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นทำให้กำลังซื้อของภาคประชาชนมีปัญหา เนื่องจากค่าครอบชีพที่สูงขึ้น เศรษฐกิจซบเซา คนมีภาระหนี้สูง กำลังซื้อจึงแย่ ทำให้เอกชนรับรู้ถึงการขยายตัวค่อนข้างน้อย จึงทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบอืดๆ
“ชาวนาที่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าวก็นำเงินไปใช้หนี้ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่วนการเพิ่มค่าแรง 300 บาท แรงงานก็ได้ไปก่อหนี้สินรอไว้แล้ว พอเกิดปัญหาเศรษฐกิจก็ขาดสภาพคล่อง รายได้เพิ่มไม่ทัน บั่นทอนการใช้จ่าย “ นายธนวรรธน์ กล่าว







