
ศก.ผงกหัวดันบาทแข็งไม่หยุด
นับจากวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
นับจากวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปรยว่า อยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือการส่งออก ผ่านมา 2 สัปดาห์ค่าเงินบาทยังแข็งค่าไม่หยุด
ค่าเงินบาทปิดตลาดวันที่ 21 ก.ค. อยู่ที่ระดับ 31.92/93 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.05/07 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่ พ.ย. 2556
รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากนับจากต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นลำดับที่ 4 เมื่อเทียบกับสกุลในภูมิภาค 9 สกุล โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.75% ตามหลังเงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่แข็งค่าขึ้น 5.93% ริงกิตมาเลเซียแข็งค่าขึ้น 3.6%
ดังนั้น การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในระยะนี้จึงอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่มีภาระเงินตราต่างประเทศ อาทิ ต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อนำเข้าสินค้าหรือต้องการชำระคืนหนี้ต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศจะมีต้นทุนที่ถูกลง
“ความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติปรับฐานะการลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับลดน้ำหนักความสำคัญของการลงทุนในไทยลงไป โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรมากขึ้น ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ต่อเนื่องมาถึงเดือน ก.ค.ปีนี้ แตกต่างจากเดือน พ.ค.ที่เงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค ช่วงนี้จึงเหมือนเงินบาทปรับตัวไล่ตามภูมิภาคจากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวนัก” รุ่ง กล่าว
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า การปรับแข็งค่าขึ้นของเงินบาทน่าจะมีผลส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย ส่วนจะแข็งค่าในระยะสั้นหรือในระยะยาวเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก เพราะหากโครงการลงทุนต่างๆ เริ่มเดินหน้า ประเทศไทยก็จะต้องการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ ภาพก็อาจจะไม่ใช่การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างที่เห็นในช่วงครึ่งปีแรก
ขณะเดียวกัน ความสนใจของต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ของไทย ก็เป็นกระแสการไหลเข้าอีกทิศทางหนึ่งที่ต้องจับตาด้วยเช่นกัน แต่เรื่องของการลงทุนในตลาดการเงินเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับมุมมองของต่างประเทศเกี่ยวกับตลาดในภูมิภาคประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วย ซึ่งโดยรวมมุมมองจากส่วนนี้มีผลต่อตลาดเงินในภูมิภาคค่อนข้างมาก
ธีรพล รัตตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน หลุดระดับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้อยู่ในทิศทางกระแสเงินกำลังไหลเข้าตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมทั้งไทย ที่พบว่ามีเงินทุนทยอยไหลเข้ามายังตลาดพันธบัตรมากขึ้น
“แม้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีข่าวไม่ดีหลายข่าว ทั้งตลาดหุ้นโลกและข่าวโศกนาฏกรรมเครื่องบินของมาเลเซียแอร์ไลน์ส แต่ปรากฏว่า เงินก็ไม่ได้ไหลกลับเข้าไปสู่สหรัฐ จึงทำให้เห็นเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินในเอเชีย” ธีรพล กล่าว
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ยังมีทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวต้านที่ระดับ 31.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนจะถึง 31 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือไม่ต้องลุ้นอีกที ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้ตลาดไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจ และมีโอกาสที่บรรดาผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศจะเพิ่มน้ำหนักในตลาดไทยมากขึ้นอีก
ก่อนหน้านี้ มุมมองของผู้จัดการกองทุนยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนในประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงคงมุมมองลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ส่งผลให้เงินบาททรงตัวที่ 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐอยู่นาน แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความชัดเจนขึ้นจากมาตรการต่างๆ ทำให้มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจนเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่านักลงทุนมั่นใจกลับมาให้น้ำหนักไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ ระยะสั้นมองว่า แนวรับต้านที่ 31.90 – 32.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นแนวสำคัญ หากหลุด 31.90 บาทได้ โอกาสแข็งค่าเร็วและแรงจะยิ่งมีมากขึ้น ส่วนสิ้นปีค่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนลงอีกหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทปีนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การซื้อขายเงินบาทในช่วงเข้าวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวเปิดตลาดที่ระดับ 32.08-32.14 บาท/เหรียญสหรัฐ และทยอยปรับแข็งค่าขึ้นจนหลุดระดับ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยในช่วงบ่ายไปอยู่ที่ระดับ 31.97-32.03 บาท/เหรียญ จากปัจจัยเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร(บอนด์)ของไทยเป็นหลัก ส่งผลให้ค่เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ
“เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงเย็นวันที่ 21 ก.ค.ทีผ่านมาปิดที่ระดับ 31.95-32.01 บาท/เหรียญสหรัฐ คาดสัปดาห์นี้คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปไม่เกิน 31.70 บาท/เหรียญสหรัฐ” นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพระบุ
นักบริหารเงินธนาคารกสิกรไทย คาดว่าพรุ่งนี้เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าได้ต่อ โดยอาจจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.75-32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
นายธีรพล รัตตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน หลุดระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้อยู่ในทิศทางกระแสเงินกำลังไหลเข้าตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมทั้งไทย ที่พบว่า มีเงินทุนทยอยไหลเข้ามายังตลาดพันธบัตรมากขึ้น
“แม้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีข่าวไม่ดีหลายข่าว ทั้งตลาดหุ้นโลก และข่าวโศกนาฏกรรมเครื่องบินของมาเลเซียแอร์ไลน์ แต่ปรากฏว่า เงินก็ไม่ได้ไหลกลับเข้าไปสู่สหรัฐ จึงทำให้เห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินในเอเชีย” นายธีรพล กล่าว
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ยังมีทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวต้านที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนจะถึง 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือไม่ต้องลุ้นอีกที ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้ตลาดไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจ และมีโอกาสที่บรรดาผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศจะเพิ่มน้ำหนักในตลาดไทยมากขึ้นอีก
ก่อนหน้านี้ มุมมองของผู้จัดการกองทุนยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนในประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงคงมุมมองลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ส่งผลให้เงินบาททรงตัวที่ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐอยู่นาน แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มมีชัดเจนขึ้นจากมาตรการต่างๆ ทำให้มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจนเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่านักลงทุนมั่นใจกลับมาให้น้ำหนักไทยอีกครั้ง
ทั้งนี้ ระยะสั้นมองว่า แนวรับต้านที่ 31.90 – 32.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นแนวสำคัญ หากหลุด 31.90 บาทได้ โอกาสแข็งค่าเร็วและแรงจะยิ่งมีมากขึ้น ส่วนสิ้นปีค่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนลงอีกหรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทปีนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 3234 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
“ตอนนี้ความมั่นใจของนักลงทุนต่อไทยดีขึ้นเรื่อยๆ ตลาดเริ่มมูฟกลับมาจนทำให้บาทแข็ง ส่วนปัจจัยตลาดโลกมีผลน้อยมาก อย่างช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดีนักต่ออารมณ์ความรู้สึกนักลงทุน แต่ปรากฏว่าผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังปรับลง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดไม่ได้อยู่ในโหมด Risk Off แล้ว นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและยังเข้าซื้อดอลลาร์เอเชียหรือตลาดเกิดใหม่” นายธีรพล กล่าว







