
ทันสถานการณ์
ปณทกฟภ.ยกเครื่องพลังงาน
ปณทกฟภ.ยกเครื่องพลังงาน
น.ส.อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) กล่าวว่า ปณท พร้อมด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือพีอีเอ จัดพิธีลงนามความร่วมมือใน “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาส่งเสริมการประหยัดพลังงานในการขนส่งไปรษณีย์และอาคารสำนักงาน” เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบงานด้านต่างๆ และเพิ่มศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้การบริการในทุกด้านได้มาตรฐานตามที่ ปณท กำหนด โดย ปณท ถือเป็นหน่วยงานที่ต้องใช้พลังงานในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และพลังงานไฟฟ้าโดยปัจจุบัน ปณท มีรถขนส่งไปรษณีย์และรถจักรยานยนต์นำจ่ายเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งในอาคารสำนักงานใหญ่และที่ทำการไปรษณีย์กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ สำหรับความร่วมมือกับ กฟภ. นั้น ถือเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (Synergy) ซึ่งจะได้ศึกษาและทดสอบการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์บรรทุกเล็กไฟฟ้าแบบ 4 ล้อ และปรับเปลี่ยนระบบปรับอากาศรวมไปถึงระบบไฟส่องสว่างแบบ LED ภายในอาคารสำนักงาน ดยมีรายละเอียดความร่วมมือใน2เรื่องซึ่งจะดำเนินการภายในระยะเวลา 1 ปี
นายนำชัย หล่อวัฒนะตระกูล ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า กฟภ. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่ในการผลิต จัดหา และจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 74 จังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กฟภ. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วนมีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศในการผลิตกระแสไฟฟ้า และยังจะเป็นการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนอีกด้วย โดยการทดสอบการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์บรรทุกเล็กไฟฟ้าแบบ 4 ล้อ มาใช้ในกิจการของไปรษณีย์ ในครั้งนี้เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการบริหารการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้กับอาคารสำนักงานของไปรษณีย์ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนนโยบายการประหยัดพลังงานของประเทศชาติอีกทางหนึ่ง โดยให้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ กฟภ. เป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตามปัจจุบัน กฟภ. มีโครงการในการพัฒนาศักยภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยจำนวนมาก อาทิ โครงการ Smart Grid ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระบบไฟฟ้าให้เป็น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงการวิจัยนำร่องระบบจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็กอัจฉริยะ (Smart Microgrid) ฯลฯ
รัฐเอกชนหนุนวิจัยยางพารา
นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจส่งเสริมและสนับสนุนการใช้งานวิจัยมาตรฐานยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางเพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน คือสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำหนดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 25572561 ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยางประเภทต่างๆ กำหนดมาตรฐานทั้งระดับประเทศหรือมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมถึงมาตรฐานระดับสากล (ISO) สร้างขีดความสามารถการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย
นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีค่อนข้างสูง และไทยเป็นประเทศที่ส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก ซึ่งการลงนามจะช่วยเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าได้ตามข้อกำหนดที่มีมาตรฐานระดับระหว่างประเทศไปจนถึงระดับสากล เพิ่มมูลค่าการส่งออกคลัสเตอร์กลุ่มอุตสาหกรรมยางที่ ส.อ.ท.ตั้งเป้าไว้ จากเดิมประมาณ 7 แสนล้านบาท เป็น 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2020 าดว่าน้ำยางที่ส่งออก 3.3 แสนล้านบาทต่อปี เมื่อนำมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จะทำให้ยอดส่งออกกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 2.7 แสนล้านบาท จากเดิมส่งออกอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท ขณะที่ยางแปรรูปจะเพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาทจากเดิม 2.5 แสนล้านบาท โดยตลาดส่งออกที่น่าสนใจ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงตลาดอาเซียนบวก 6 ประกอบด้วย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์"นายเจนกล่าวทั้งนี้งบประมาณในการวิจัยของแต่ละประเทศอยู่ที่ประมาณ23% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ขณะที่ไทยมีงบประมาณอยู่ที่ 0.2 0.3% ของจีดีพี ดังนั้นเห็นว่าไทยควรให้ความสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีการกำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องกำลังการผลิตและความต้องการ
กทพ.ชงสอบโครงการในองค์กร
นายลาภดี กลยนีย์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ทบทวนและตรวจสอบสัญญาสัมปทานการลงทุนออกแบบก่อสร้างบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการทางพิเศษสายศรีรัชวงแหวนรอบนอก ในวันที่ 17 ก.ค. 2557 เนื่องจากเห็นว่าสัญญาสัมปทานดังกล่าวเอาเปรียบประชาชนและทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์







