
กำลังซื้อบ้านรีเทิร์น
หลังการเมืองคลี่คลายดันยอดขายขยับพีดีเฮ้าส์เอ็น.ซี.เดินหน้าลงทุนใหม่
หลังการเมืองคลี่คลายดันยอดขายขยับพีดีเฮ้าส์เอ็น.ซี.เดินหน้าลงทุนใหม่
รับสร้างบ้านอสังหาฯ ดี๊ด๊ากำลังซื้อรีเทิร์น หลังการเมืองสงบยอดขายขยับพร้อมลงทุนใหม่
นายสิทธิพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น ศูนย์รับสร้างบ้านพีดี เฮ้าส์และเอคิวโฮม เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับชายแดนทั่วทุกภาคของประเทศให้ได้อย่างน้อย 30 แห่ง จากปัจจุบันที่ยังไม่มีสาขาในบริเวณจังหวัดชายแดนเลย นอกจากนี้บริษัทยังมองหาโอกาสทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วย
“ธุรกิจรับสร้างบ้านบริเวณตะเข็บชายแดนนั้นเชื่อว่ามีโอกาสเติบโตสูง ยิ่งหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 จะยิ่งทำให้การค้าชายแดนคึกคักมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยนั้นมีมากขึ้นตามไปด้วย” นายสิทธิพร กล่าว
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ 2,450 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรก มีรายได้รวมทั้งสิ้น 925 ล้านบาท ถือว่าต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย แต่หลังจากการเมืองคลี่คลายทำให้ความต้องการสร้างบ้านฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายรวม 1,508 ล้านบาท แบ่งเป็น ยอดขายบ้าน 1,200 ล้านบาท รายได้จากแฟรนไชส์รับสร้างบ้าน 98 ล้านบาท และรายได้จากจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 210 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1,900 ล้านบาท หรือ 17% สาเหตุหลักเป็นเพราะปัจจัยลบจากความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ด้าน นายพิศาล ธรรมวิเศษ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดี เฮ้าส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แนวโน้มและทิศทางตลาดรวมรับสร้างบ้านในไตรมาส 3 คาดว่าจะฟื้นตัว หลังจาก ที่กำลังซื้ออั้นมานานหลายเดือน พิจารณาได้จากลูกค้าที่เข้ามาติดต่อใช้บริการในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย.มียอดขายเติบโตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับ 4 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนจะเพิ่มสาขาอีก 9 แห่ง จากปัจจุบันมี 39 สาขา
นอกจากนี้ นายสมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็น.ซี. เฮ้าส์ซิ่ง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถือว่าดีขึ้นมาก ทำให้การซื้อ ที่อยู่อาศัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง สะท้อนได้จากยอดขายไตรมาส 2 ขยับขึ้นมาเป็น 800 ล้านบาท ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ จากความมั่นใจที่มากขึ้นบริษัทจึงพร้อมจะเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 3 พร้อมกัน 2 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปิ่นเกล้า สาย 5 มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท และโครงการบ้านฟ้าปิยรมย์นีวา ลำลูกกา มีมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยผลักดันยอดขายทั้งปีให้ถึงเป้าหมาย 3,200 ล้านบาท







