
ราคาพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามสหรัฐ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7–10 ก.ค. 2557) มีมูลค่าการซื้อรวม 331,690 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 82,923 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 10% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 217,552 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7–10 ก.ค. 2557) มีมูลค่าการซื้อรวม 331,690 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 82,923 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 10% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 217,552 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)
ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 50,130 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,688 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB196A (อายุ 4.9 ปี) LB296A (อายุ 14.9 ปี) และ LB176A (อายุ 2.9 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 13,219 ล้านบาท 9,433 ล้านบาท และ 8,286 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB14729A (อายุ 14 วัน) CB14O09B (อายุ 91 วัน) และ CB14O30B (อายุ 112 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 31,878 ล้านบาท 24,686 ล้านบาท และ 13,191 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รุ่น MINT193A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 437 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท บ้านปู รุ่น BANPU195A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 415 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT14DA (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 271 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ปรับตัวลดลงในช่วงประมาณ 3 ถึง 7 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (US Treasury) ที่ลดลงเช่นกัน ภายหลังการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งล่าสุด ที่พบว่ายังไม่มีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด
นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนบางกลุ่มมองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเศรษฐกิจโลกยังค่อนข้างอ่อนแอ เห็นได้จากประเทศในแถบภูมิภาคยุโรป เช่น อังกฤษ เยอรมนี ที่มีตัวเลขเศรษฐกิจค่อนข้างน่าผิดหวังในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น US Treasury เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ Yield ของ US Treasury ลดต่ำลง (ราคาสูงขึ้น) โดยเฉพาะในตราสารระยะยาวที่ลดลงกว่า 10 Basis Point และมีส่วนทำให้ Yield ของพันธบัตรไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย
นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 18,681 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 19,281 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 599 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 0.01 ล้านบาท







