
โฆสิต แนะวิธีไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ต่ำ
จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ประจำเดือน มิ.ย. 2557
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ประจำเดือน มิ.ย. 2557 พบว่า การส่งออกปีนี้เติบโตเพียง 3% ต่ำกว่าที่คาดไว้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีการผลิตสินค้าของไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลก ทำให้การส่งออกไม่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้เพียง 1.5%
ปัญหาการส่งออกที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ น่าสนใจว่าจะกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ และจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างการส่งออกที่มีปัญหา แต่มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกำลังเปลี่ยนไป จากประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะมีแรงงานจำนวนมาก ค่าแรงถูก นักลงทุนจึงเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก แต่ปัจจุบันมีประเทศอื่นเข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น และตรงความต้องการของนักลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น สะท้อนได้จากการที่อุตสาหกรรมรถยนต์ย้ายไปผลิตที่อินโดนีเซีย ทำให้ไทยส่งออกรถยนต์ไปอินโดนีเซียไม่ได้ กระทบต่อยอดการส่งออกของไทย
ถ้าดูตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะพบว่ามีสัดส่วนของนักลงทุนไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ อย่างโครงการพลังงานทดแทน ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดจากที่ให้กันรอบนี้ ทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยลดลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ จีนได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นฐานการผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก ความสามารถของจีนมีมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการปรับปรุงจนทำให้สินค้ามีราคานำและเป็นของดี ทำให้สินค้าไทยต้องไปสู้กับสินค้าจีนในทุกตลาดของโลก
แน่นอนว่าจีนก็เป็นฐานการบริโภครายใหญ่ที่ไทยเป็นผู้ขายด้วย และการขายสินค้าให้จีนก็มีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันจีนก็มีการผลิตมีการลงทุนตลอดเวลา เห็นได้จากการที่จีนไปลงทุนในยางพารา ก็ทำให้ราคายางพาราตกลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแม้จีนจะเป็นผู้บริโภคแต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ต้องคิดเหมือนกันว่า ถ้าจีนเขาอยากโตเร็ว จีนก็ต้องลดการนำเข้า การลดการนำเข้าก็ทำให้เศรษฐกิจโตเร็วได้
นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความท้าทายมากในการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการประเมินศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คิดว่า ไม่ใช่ประเด็นที่ถูก คือเราตั้งประเด็นว่า เราจะเติบโต 56% และใช้วิธีง่ายๆ ในการทำให้เติบโต คือ การกระตุ้น ทั้งการกระตุ้นด้วยการลงทุน และกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน แต่ไม่ว่าจะกระตุ้นมากแค่ไหน แต่ถ้านับจากปี 2542 แล้ว เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เฉลี่ยเพียง 4% เท่านั้น คือ บางปีก็โต 1% บางปี 3% บางปีก็ 5% แม้จะใช้นโยบายกระตุ้นทุกอย่าง บางครั้งมีการแจกเงินกระตุ้นด้วยซ้ำ เมื่อครั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือประชานิยมสุดโต่งเรื่องจำนำข้าวที่ผ่านมา ปีที่แล้วก็โตเพียง 2.7% ถ้าปีนี้โต 1.5% เท่ากับ 2 ปีนี้เราจะโตเฉลี่ยเพียง 2.1% เท่านั้น
เราจึงปรับเปลี่ยนความคาดหวังของเรา เพราะศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะโตได้ประมาณ 4%
แต่ไม่ใช่ว่าการโต 4% จะแปลว่าไทยไม่มีศักยภาพ แปลว่าไม่ดี แต่ต้องการจะบอกว่า เราจะดึงการขยายตัวให้โตมากกว่า 4% ได้อย่างไร เพราะเราใช้วิธีการกระตุ้น มันไม่ได้แล้ว หรือการเสนอให้เพิ่มความสามารถด้วยการลงทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดค่าขนส่ง การลดราคาพลังงาน
แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่เรียกว่าการเพิ่มความสามารถ เป็นเพียงการลดต้นทุนเท่านั้น เพราะความสามารถไม่เกี่ยวกับค่าขนส่ง แต่เกี่ยวกับการที่ไทยมีนวัตกรรม มีแรงงานช่างฝีมือ
เพราะฉะนั้นต้องหันไปมองเรื่องการลงทุนด้านคน ด้านระบบการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา การลงทุนเปลี่ยนสัดส่วนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ไอที วิศวกรรม ให้มากขึ้น ซึ่งต้องใช้เงิน ต้องจัดสรรงบประมาณให้
นอกจากนี้ ต้องสร้างการทำงานเป็นทีม ที่เชื่อมโยงได้ระหว่างทีมนักธุรกิจด้วยกันเอง หรือนักธุรกิจกับสถาบันความรู้ คือ 2 กลุ่มนี้ต้องสื่อสารกัน ถ้าไม่สื่อสาร ไม่ร่วมงานกัน ก็จะไม่ได้ผลในเชิงความสามารถ อาจารย์ทำแต่งานวิจัยของตัวเองไป โดยไม่รู้ว่านักธุรกิจต้องการอะไร นักธุรกิจก็ไม่ถาม ไม่รู้ว่ามีงานวิจัยไหนที่เอามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ ไม่ใช่ให้อาจารย์มาคิดผลิตภัณฑ์แทนตัวเองซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่เอางานวิจัย เอาความรู้ของสถาบันการศึกษามาประยุกต์ใช้
โมเดลนี้ เป็นโมลเดลที่จีนและไต้หวันเขาใช้ และทำให้เขาประสบความสำเร็จ
และถ้าสมมติเรายังคงเน้นลดต้นทุน เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุนการขนส่ง ความสามารถของไทยก็จะอยู่เท่าเดิม คือโตได้เฉลี่ย 4% และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตามโครงสร้างนี้ น่ากลัวว่าอัตราการขยายตัวมันจะลดลงไปเรื่อยๆ
แต่พูดนี่ไม่ใช่โต 4% ไม่ดี มันดี แต่ที่นักวิชาการพูดกันตอนนี้ คือ มันจะมีวันก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เพื่อก้าวไปสู่ประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง เหมือนหลายประเทศที่ก้าวไม่ได้เหมือนกัน อย่างประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา
และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้ จะใช้นโยบายประชานิยมเพื่อก้าวข้ามไปไม่ได้แน่ๆ







