
บี้ 10 รัฐวิสาหกิจส่งแผนฟื้นฟูแก้ขาดทุนยับ
สคร.สั่ง 10 รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุนเร่งส่งแผนฟื้นฟูให้อนุซูเปอร์บอร์ดพิจารณาภายใน 15 วัน
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
สคร.สั่ง 10 รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุนเร่งส่งแผนฟื้นฟูให้อนุซูเปอร์บอร์ดพิจารณาภายใน 15 วัน
กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึงการแก้ปัญหารัฐวิสากิจที่กำลังมีปัญหาขาดทุนหนักว่า ภายในสัปดาห์หน้าเมื่อมีการแต่งตั้งอนุกรรมการแก้ไขและกลั่นกรองปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานอย่างเป็นทางการแล้ว จะให้รัฐวิสาหกิจที่กำลังมีปัญหาหนักประมาณ 10 แห่ง เสนอแผนการทำงานและแผนการแก้ไขปัญหาเข้ามา เพื่อวิเคราะห์และพิจารณาว่าจะมีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
หลังจากนั้นคาดว่าจะมีการสรุปแนวทางทั้งหมดได้ภายในกลางเดือน ส.ค. เพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดต่อไป
ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหานั้นมีแผนต่างๆ เตรียมไว้พร้อมแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ทำให้ปัญหาต่างๆ ยังไม่หมดไปและมีผลขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี และบางแห่งกำลังจะหมดอายุสัมปทาน ดังนั้น คนร.จึงต้องเข้าไปช่วยดูว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มีช่องโหว่ในการทำงานอย่างไรบ้าง และควรจะแก้ปัญหาอะไร
รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐวิสาหกิจ 10 แห่ง ที่ต้องเร่งแก้ไขส่วนใหญ่จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลดำเนินการขาดทุนและทำธุรกิจแบบเสือนอนกินหรือกินหัวคิว อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)
ทั้งนี้ สคร.จะให้รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาทั้ง 10 แห่ง ส่งแผนฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาการดำเนินกิจการมาให้อนุกรรมการภายใน 15 วัน หลังจากที่คณะอนุกรรมการได้แต่งตั้ง ซึ่งอนุกรรมการจะพิจารณาว่าแผนที่รัฐวิสาหกิจเสนอมานั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ หากพิจารณาว่าไม่สามารถทำได้ก็จะมีข้อเสนอว่าต้องแก้ไขอย่างไร และส่งให้ซูเปอร์บอร์ดพิจารณาภายในเดือน ส.ค.นี้ เพราะจะมีการประชุมเป็นประจำทุกเดือน
ขณะที่การประชุมก่อนหน้านี้ได้มีการสั่งการให้ สคร.ไปหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อทบทวนแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้ใช้มาเป็นเวลานานและไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ
สำหรับการตั้งอนุกรรมการของซูเปอร์บอร์ดทั้ง 3 คณะ ได้แก่
1.อนุกรรมการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจในองค์รวม มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ โดยมี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นประธาน
2.อนุกรรมการกำหนดแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจของประเทศ โดยมีหน้าที่พิจารณาและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวม มี อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน
3.อนุกรรมการกำกับและพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจ มี ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธาน คาดว่าจะมีอนุกรรมการ 911 คน โดยจะมีผู้อำนวยการ สคร. นั่งเป็นกรรมการอยู่ทุกชุด
นอกจากนี้ จะเชิญภาคเอกชนทั้งในส่วนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงเชิญหน่วยงานราชการที่เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายเข้ามาร่วมทำงานด้วย เพื่อเสนอแนวทางให้ซูเปอร์บอร์ดพิจารณา
ทั้งนี้ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธาน คนร.กำชับมาเป็นพิเศษในการประชุม คนร.นัดแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าต้องปรับกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจให้เกิดความโปร่งใส โดยมอบหมายให้ สคร.ประสานไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) รวมถึงองค์กรกระทรวงระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ให้มาช่วยแนะนำการวางระบบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจให้เป็นตามมาตรฐานสากล เพื่อลดปัญหาการทุจริต ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ทาง สคร.ได้เสนอให้มีการทบทวนสิทธิประโยชน์ของกรรมการรัฐวิสาหกิจให้มีความเหมาะสมมากขึ้นมาแล้ว โดยได้ให้กรรมการรัฐวิสาหกิจไปพิจารณาว่ากรรมการแต่ละแห่งควรมีผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง และส่งกลับมาให้ สคร.พิจารณาเพื่อสรุปรายงานให้ซูเปอร์บอร์ดพิจารณา หลังจากที่มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในกระทรวงการคลังว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) มีการเบิกจ่ายเงินพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของธนาคาร หรือที่เรียกกันว่าค่ารับรอง ในจำนวนเงินที่สูงมาก เช่น ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า และยังมีค่าเดินทางไปต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งบางเดือนมีการเบิกเงินสูงถึง 34 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม ซูเปอร์บอร์ดจะไม่มีการพิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะเงินโบนัส เพราะมีหลักเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยการจ่ายเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นอยู่กับการประเมินผลงานแต่ละปี ซึ่งไม่เกิน 8 เดือน ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีกำไรจะไม่สามารถจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ขณะที่รัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยจะพิจารณาผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจเป็นตัวกำหนดในการจ่ายเงินโบนัสเป็นสำคัญ







