
"บัณฑิตกฤษดา"ไล่ฮุบประกันชีวิต
หลังจาก “สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา” หนุ่มไฟแรงวัย 39 ปี รู้จักกันดีในแวดวงลูกหนังไทย
โดย...วารุณี อินวันนา
หลังจาก “สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา” หนุ่มไฟแรงวัย 39 ปี รู้จักกันดีในแวดวงลูกหนังไทย แต่ไร้ชื่อในวงการประกันภัย ประกาศไล่เก็บหุ้นบริษัทประกันชีวิตให้ได้ 75% ในอีก 6 เดือน
ปัจจุบันสัมฤทธิ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 80% ในบริษัท สัญญาประกันภัย และนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งการเข้าซื้อบริษัทประกันชีวิตในครั้งนี้เป็นการเข้าซื้อในชื่อของสัมฤทธิ์ จากปัจจุบันซื้อได้แล้ว 25% เหลืออีก 50% ก็จะครบ 75% โดยเตรียมเงินไว้ 500 ล้านบาท ในการซื้อหุ้นที่เหลือที่จะต้องจบดีลนี้ให้ได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก่อนที่จะเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ชื่อ สัมฤทธิ์ ในวงการประกันภัยไทยถือว่าเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ แต่ต้องการที่จะสร้างธุรกิจของกลุ่มบัณฑิตกฤษดากรให้ครบวงจร จากปัจจุบันที่มีธุรกิจนำเข้าและส่งออก ธุรกิจอาหาร ธุรกิจไฟแนนซ์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเทรดดิ้ง ธุรกิจนำเข้ารถ และธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ รวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มบัณฑิตกฤษดากรที่เปิดเผยต่อสาธารณชนน้อยมาก
สัมฤทธิ์ กล่าวว่า การที่ซื้อบริษัทสัญญาประกันภัยในชื่อสัมฤทธิ์ เพราะง่ายกว่าการใช้นิติบุคคล หรือธุรกิจของกลุ่มเข้าซื้อ รวมถึงการที่จะเข้าซื้อธุรกิจประกันชีวิตก็ซื้อในนามของสัมฤทธิ์เช่นกัน
สัมฤทธิ์ ยอมรับว่า ปัจจุบันบริษัท สัญญาประกันภัย ที่นั่งประธานอยู่นี้เป็นเพียงแค่แมว แต่จะเปลี่ยนแมวตัวนี้ให้เป็นโดราเอมอน คือมีทุกอย่างที่ตลาดต้องการ
“ผมเป็นคนที่ใช้เงินเป็น ผมรู้ว่าช่วงไหนจะต้องลงทุนอะไร มั่นใจว่าจะสร้างบริษัทนี้ให้เติบโตได้ด้วยเป้าหมายเบี้ย 5,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2561 ติดอันดับที่ 20 ของอุตสาหกรรม ด้วยตัวของบริษัทนี้เอง ไม่มีการซื้อบริษัทประกันภัยอื่นๆ มาควบรวม” สัมฤทธิ์ กล่าว
สำหรับปี 2557 นี้ ตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดจากปี 2556 ที่มีเบี้ยรับรวม 88.77 ล้านบาท ส่วนธุรกิจประกันชีวิตที่จะเข้าซื้อขออุบเงียบขนาดของธุรกิจเอาไว้ก่อน เมื่อได้ครบ 75% ถือว่ามีธุรกิจการเงินครบวงจร เพื่อเชื่อมสู่ตลาดอินเตอร์ โดยปัจจุบันได้เข้าซื้อธนาคารพาณิชย์ที่ประเทศพม่าแล้ว และกำลังเดินหน้าเจรจาซื้อบริษัทรับประกันภัยต่อแห่งหนึ่งที่ตลาดลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่จะเข้ามาเสริมซึ่งกันและกัน
“อย่างธุรกิจไฟแนนซ์ ผมใช้ประกันภัยของบริษัท สัญญาประกันภัย ไม่ให้ใช้ที่อื่นเลย โดยวางโครงสร้างรายได้ของธุรกิจไว้ที่ประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก 70% และประกันภัยประเภทอื่นๆ 30% ซึ่งผมมีเพื่อนและผู้ใหญ่ที่รักใคร่กันมากพร้อมที่จะเข้ามาทำประกันภัยกับเรา ทำให้มั่นใจว่าเราจะโตได้แน่” สัมฤทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ สัมฤทธิ์ ยืนยันว่า ตั้งใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตในไทยที่มีโอกาสเติบโตได้อีก 50% จากปัจจุบัน
ต้องคอยติดตามกันว่านักธุรกิจหนุ่มไฟแรงรายนี้จะสามารถเปลี่ยนแมวให้เป็นโดเรมอน ที่แข็งแรงได้จริงภายใน 5 ปี ตามที่ลั่นวาจาไว้หรือไม่







