
การส่งเสริมธุรกิจ SMEs ที่เติบโตสูง (ตอน 3)
จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการศึกษาวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน โอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ SMEs ในกลุ่มที่เป็น High Growth Sectors กันไปแล้ว ซึ่งจากผลการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีการเติบโตสูง ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในครั้งนี้ จะกล่าวถึงแนวทางและนโยบายของภาครัฐที่เหมาะสมในการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เป็นผู้นำในการขยายตลาด และเป็นตัวเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งลำดับขั้นการเติบโต รวมถึงแนวทางการส่งเสริม SMEs ดังนี้
จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการศึกษาวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน โอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ SMEs ในกลุ่มที่เป็น High Growth Sectors กันไปแล้ว ซึ่งจากผลการศึกษาแนวทางการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีการเติบโตสูง ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในครั้งนี้ จะกล่าวถึงแนวทางและนโยบายของภาครัฐที่เหมาะสมในการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เป็นผู้นำในการขยายตลาด และเป็นตัวเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งลำดับขั้นการเติบโต รวมถึงแนวทางการส่งเสริม SMEs ดังนี้
ระดับที่ 1 Survival Level ธุรกิจในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตตามความนิยมของกระแสโลก แต่ในประเทศไทยการพัฒนายังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ธุรกิจด้านพลังงานทดแทน เกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชเพื่อผลิตพลังงานทดแทนเชิงพาณิชย์ ขนส่งและโลจิสติกส์ บริการด้านการศึกษา ธุรกิจไอที ไอซีที รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง การพัฒนาเริ่มเข้าสู่ระดับ Sufficiency Level เพราะมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกและตลาดภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วง
แนวทางการส่งเสริม ภาครัฐจะต้องมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถแข่งขันได้ เช่น ระบบคมนาคมความเร็วสูง ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การพัฒนาโครงสร้างด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของชาติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี (Technology Platform) รวมถึงการกำหนดและพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการในระดับสากล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น เป็นการขยายตลาดใหญ่ขึ้น ในส่วน SMEs ที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ภาครัฐและหน่วยที่เกี่ยวข้อง ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจขนาดใหญ่และ SMEs เพื่อขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยการพัฒนาคลัสเตอร์และห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทยให้ครอบคลุมในระดับนานาชาติ
ระดับที่ 2 Sufficiency Level เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศ ตลาดโลก และตลาดภูมิภาค โดยขึ้นกับความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ ยังไม่มีการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน และธุรกิจท่องเที่ยว
แนวทางการส่งเสริม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสถาบันการเงิน ควรเข้ามาร่วมช่วยยกระดับศักยภาพของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง โดยพัฒนานวัตกรรมของโมเดลธุรกิจ เพื่อแสวงหาโอกาสและสร้างมูลค่าเพิ่ม ดำเนินการส่งเสริม พัฒนาทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ ด้วยนโยบายส่งเสริมการอุดหนุนของรัฐต่อการร่วมทุน บริการจับคู่ธุรกิจ มาตรการด้านภาษี การอุดหนุนการวิจัยพัฒนา การจัดระบบพี่เลี้ยง สนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ/วิสัยทัศน์ร่วม เป็นต้น
ระดับที่ 3 Sustainability Level เป็นกลุ่มธุรกิจที่สามารถแข่งขันทั้งตลาดในประเทศ ตลาดโลก และตลาดภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน เป็นไปตามทิศทางกระแสโลกที่มุ่งเข้าสู่ Green Economy และ Bio Economy ซึ่งธุรกิจ SMEs จะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
การผลักดันกลุ่มธุรกิจ High Growth SME ให้สามารถเข้าสู่ระดับ Sustainability ทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้ประกอบการ SMEs จะต้องปรับตัวให้สอดรับกับแนวโน้มกระแสโลก โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ โดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ และตระหนักถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของ Green Economy และ Bio Economy
แนวทางการส่งเสริม ได้แก่ การดำเนินนโยบายระดับมหภาคและการดำเนินการรายสาขา ซึ่งดังนี้
การส่งเสริมในระดับมหภาค โดยการกำหนดนโยบายที่บูรณาการมุ่งเน้นส่งเสริมการเติบโตของ SMEs การพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านตลาดทุนตลาดเงินภายในประเทศ การลดภาระภาษีที่ส่งผลต่อการเติบโตของ SMEs และการร่วมทุน การลดภาระของกฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต การพัฒนาทรัพยากรบุคคลไปสู่สังคมแห่งความรู้และส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานคุณภาพ การพัฒนา ส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา
การส่งเสริมรายสาขา ควรต้องพัฒนานโยบายทั้งในด้านการพัฒนาอุปทาน (SupplySide Policy) และการส่งเสริมอุปสงค์ (DemandSide Policy) ควบคู่กัน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของกลุ่มธุรกิจทั้ง 11 กลุ่ม ทั้งนี้ การพัฒนาอุปทาน ควรดำเนินการให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นในการเติบโตได้สะดวก เท่าเทียม และดำเนินนโยบายร่วมกับการส่งเสริมด้านอุปสงค์ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นและพัฒนาคุณภาพของอุปสงค์ให้มีความต้องการสินค้าบริการและพาณิชยการ พัฒนาให้เกิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รองรับสินค้าบริการและการค้าเชิงนวัตกรรม
ทั้งนี้ ในการส่งเสริมกลุ่ม SMEs ที่มีการเติบโตสูงทั้ง 3 กลุ่ม หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานมากขึ้น เพื่อสนับสนุน ช่วยเหลือ SMEs ให้ครอบคลุมทุกระดับการเติบโต และเป็นผู้นำการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป
สำหรับผู้สนใจข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.sme.go.th







