
ปั้น"ฮับ"ผลิตภัณฑ์ยางดูดลงทุนแปรรูปครบวงจร
ประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับต้นๆ ของโลก
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เกิดแนวคิดสร้างนิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือรับเบอร์ซิตี้ในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะดึงมาเลเซียมาร่วมด้วย เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้แผนดังกล่าวต้องชะงักไป ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่าจะมีการเดินหน้าแผนเดิม หรือปรับแผนไปอย่างไรบ้าง
ในฝั่งของเอกชน บุญหาญ อู่อุดมยิ่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า การผลักดันให้เกิดรับเบอร์ซิตี้ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งทางมาเลเซียยังรอดความชัดเจนจากไทยอยู่ เพราะหากทำได้สำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งระบบของสองประเทศ
“ตอนนี้อาจไม่ต้องชูความเป็น “รับเบอร์ซิตี้ก็ได้แต่อาจปรับเป็น “ฮับผลิตภัณฑ์ยางพารา (Rubber Product Hub)” แทน ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่าและเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราจากทั่วโลกมาไทย”
สำหรับความแตกต่างระหว่างรับเบอร์ซิตี้กับฮับผลิตภัณฑ์ยางพาราอยู่ที่แนวทางแรก จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมครบวงจร มีตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมไปจนถึงโรงเรียนผลิตบุคลากรด้านยางพารา เปรียบเสมือนการสร้างเมืองใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงทำได้ค่อนข้างยาก
ขณะที่ฮับผลิตภัณฑ์ยางพาราน่าจะทำได้ง่ายและมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงมากกว่า เพราะเป็นการเน้นชัดว่าไทยต้องการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งอาจเริ่มต้นจากสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งระบบ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งทุนในและต่างประเทศ
“สิ่งแรกที่ต้องผลักดัน คือ ห้องทดลองหรือสนามทดสอบยางรถยนต์ เพราะเมื่อไทยวางเป้าหมายเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์อันดับต้นๆ ของเอเชีย อุตสาหกรรมยางรถยนต์ก็จำเป็น ซึ่งหากทำได้น่าจะเป็นแม่เหล็กดึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางเข้ามาลงทุนแบบครบวงจรหรือดำเนินการในรูปแบบคลัสเตอร์”
ขณะเดียวกันยังมีอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางสำหรับรถยนต์ ท่อยาง แปรรูปน้ำยางข้น ไม้ยางพารา รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราเพื่อ ผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ถนนพื้นสนามกีฬา เป็นต้น
ทั้งนี้ ตามแผนโครงการรับเบอร์ซิตี้ ประเมินว่า จะทำให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 4,300 ล้านบาท มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น 2 หมื่นตัน/ปี มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางเพิ่มขึ้นประมาณ 3,200 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในพื้นที่และธุรกิจเกี่ยวเนื่องประมาณ 1.5 หมื่นคน หรือคิดเป็นมูลค่าราว 2,700 ล้านบาท/ปี
แต่หากเปลี่ยนเป็นฮับผลิตภัณฑ์ยางพารายังไม่ได้ประเมินผลว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้กลุ่มอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราอยู่ระหว่างศึกษาข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งกำลังเตรียมข้อมูลการสร้างศูนย์ทดสอบยางรถยนต์ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายในเดือน ก.ค.นี้
เบื้องต้นประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสร้างศูนย์หรือสนามทดสอบยางรถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านยูโร/สนาม หรือประมาณ 223.3 ล้านบาท
บุญหาญ กล่าวว่า หากผลักดันให้เกิดศูนย์หรือสนามทดสอบยางรถยนต์ในประเทศไทยสำเร็จ หรือหากมีนโยบายชัดเจนน่าจะสร้างความได้เปรียบให้แก่ไทย เพราะหากตัดสินใจช้าจนอินโดนีเซียหรือมาเลเซียชิงตั้งศูนย์ทดสอบยางรถยนต์ก่อน อาจทำให้ไทยเสียโอกาส โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่นับเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตรที่สำคัญของไทย เนื่องจากอินโดนีเซียมีทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลาด แรงงาน รวมทั้งยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศเหมือนกับไทยด้วย
ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราเกิดความลังเลใจที่จะขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหม่
สำหรับกรณีที่ บริษัท เซฟสกิน คอร์ปอเรชั่นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของไทย ประกาศว่ามีแผนจะปิดโรงงาน ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.นี้นั้น เชื่อว่าไม่กระทบต่อภาพลักษณ์การผลักดันให้ภาคใต้เป็นฮับผลิตภัณฑ์ยางพารา







