
มาเลย์ชงแผนหนุนSME
ไฟเขียว4โครงการใหม่รับเปิด‘เออีซี’หวังกระตุ้นธุรกิจเติบโตดันจีดีพีแตะ4%
ไฟเขียว4โครงการใหม่รับเปิด‘เออีซี’หวังกระตุ้นธุรกิจเติบโตดันจีดีพีแตะ4%
รัฐบาลมาเลเซียเปิดตัวฮิปส์ 4 โครงการดันรายย่อยโต ชี้อาเซียนสามัคคีเอื้อเศรษฐกิจแข็งแกร่ง
นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เสรี นาจิบ ราซัก แห่งมาเลเซีย ได้ประกาศเปิดตัวโครงการที่จะส่งผลอย่างชัดเจน หรือ “ฮิปส์” 4 โครงการที่จะช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนแม่บทของรัฐบาลที่ต้องการเร่งการเติบโตประจำปีของเอสเอ็มอีจากเดิม 6.3% ให้อยู่ที่ 9.3% และผลักดันกระตุ้นผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศให้แตะระดับ 4% ในปี 2020
นาจิบ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังด้วย ชี้แจงรายละเอียดว่า 4 โครงการของฮิปส์ ประกอบไปด้วยการเชื่อมโยงการลงทะเบียนและการขึ้นทะเบียนธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยลดต้นทุน ถัดมาคือโครงการช่วยเหลือการลงทุนที่รัฐบาลจะช่วยผลักดันในภาคเอกชนสนับสนุนเงินลงทุนในระยะเริ่มต้นให้แก่ผู้ประกอบการ
สำหรับโครงการสนับสนุนการส่งออก (โกเอกซ์) จะช่วยเพิ่มยอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจรายย่อยมีส่วนร่วมในตลาดโลกมากขึ้น และโครงการสุดท้ายคือโครงการกระตุ้นที่ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีบางรายกลายเป็นสุดยอดธุรกิจของชาติ โดยมีการเติบโตของยอดขายประจำปีไม่ต่ำกว่า 20%
นอกจากนี้ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอีของชาติยังได้ออกมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็นอีกมากมาย เพื่อกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจรายย่อยให้เติบโตตามเป้า โดยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรม และขยายองค์ความรู้ ซึ่งจะอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น เอสเอ็มอี คอร์ป หน่วยงานเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีมาเลเซีย (เอ็มทีดีซี) มหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันทั้งในและนอกมาเลเซีย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีส่วนสำคัญมากต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยคิดเป็นอัตราส่วนถึง 95-99% ขององค์กรธุรกิจทั้งหมด และมาเลเซียพร้อมแล้วที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เอสเอ็มอีในอาเซียน เพื่อก้าวเข้าไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2015
“หากกลุ่มประเทศอาเซียนแยกตัวกัน ก็จะไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ แต่ถ้าสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว จะมีจำนวนประชากรทั้งหมดถึง 620 ล้านคน และจีดีพีกว่า 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบทางด้านขนาดในการก้าวไปสู่การกลายเป็นตลาดเดี่ยวร่วมกัน” นาจิบ กล่าว







